ss

Advertiserment

4 เมษายน 2557

อาชีพอิสระไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ สูตรเด็ดด้วยสมุนไพรลงทุนน้อย คืนทุนไว กำไรงาม

สวัสดีครับ  วันนี้ผมมีบทความดี ๆ ซึ่งไปเจอมา จึงขออนุญาตนำเอามาเผยแพร่ต่อเพื่อเป็นความรู้และแรงบันดาลใจให้กับคนสู้ชีวิตและคนที่กำลังหาอาชีพเสริม หรือกำลังมองอาชีพอิสระเพื่อสร้างรากฐานสร้างฐานะให้กับตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องราวดี ๆ ของผู้ที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพและผ่านความยากลำบากมาก่อน มาดูเรื่องราวกันเลยครับว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง 


อาชีพอิสระไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ

เพราะเคยผ่านความลำบากมาก่อน เลยรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของคนที่อยากมีอาชีพ เเต่เงินลงทุนน้อย ฉะนั้น เลยอยากแบ่งปันสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคม อีกทั้งยังเป็นทางเลือกของคนที่กำลังมองหาอาชีพใหม่ รวมถึงผู้ที่อยากต่อยอดธุรกิจเดิม

เมนูไก่ทอดที่วางขายกันเกลื่อนตามท้องตลาด หรือแม้จะเสิร์ฟอยู่ในห้างสรรพสินค้า ถ้าไม่สังเกตให้ดี รูปลักษณ์ภายนอกดูจะเหมือนๆ กันทุกเจ้า แต่ถ้าได้ชิมจะรู้เลยว่าแตกต่าง

ดั่งเช่น “ไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ” เจ้าของสูตร คือ คุณอำไพ แซ่แต้ หรือ คุณพร จุดเด่นไก่ทอดร้านนี้อยู่ที่ส่วนผสมการหมักไก่ ใช้ทั้งสมุนไพรไทยและสมุนไพรจีน เครื่องเทศ เครื่องปรุงที่ตวงได้สัดส่วน ระยะเวลาการหมักที่เพียงพอ ลงทอดในอุณหภูมิที่เหมาะสม ทำให้ไก่ทอดที่ได้มีกลิ่นหอมสมุนไพรมาก แป้งบางกรอบ รสชาติกลมกล่อม กรอบนอก นุ่มใน ไม่มัน ไม่เลี่ยน เรียกว่า ถ้าเป็นนักชิมไก่ทอดจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่างว่าไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ ไม่เหมือนไก่ทอดทั่วไปจริงๆ  
    
กูรูไก่ทอด สูตรเด็ดใช้สมุนไพร

คุณพร ปัจจุบันอายุ 42 ปี เจ้าของสูตรไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ เท้าความก่อนจะมาเป็นกูรูด้านไก่ทอดว่า เดิมขายขนมจีนที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ทว่าคนในพื้นที่ไม่นิยมรับประทาน เลยหันมาซื้อแฟรนไชส์ขนมจีบ ซาลาเปา เเต่เเล้วก็เกิดความรู้สึกว่า รูปแบบธุรกิจดังกล่าวไม่ค่อยยุติธรรม หนที่สุดหันมาขายไก่ทอดเนื่องจากเป็นเมนูรับประทานง่าย คนในพื้นที่ก็ชอบรับประทาน ขายไก่ทอดได้เกือบ 2 ปี ผลการตอบรับดีเกินคาดมีคนจากทั่วทุกสารทิศมาขอซื้อสูตร แต่ก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าจังหวัดพะเยาอยู่ไกล เดินทางไม่ค่อยสะดวก ปี 2553 เลยตัดสินใจเข้ามากรุงเทพฯ ที่ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของคนทั้งประเทศ

ถ้าเป็นไก่ทอดธรรมดาๆ ก็คงจะไม่ขายดิบขายดี ถึงขนาดมีคนมาขอซื้อสูตร เเต่เพราะเป็นไก่ทอดสมุนไพรซึ่งไม่เหมือนใคร เเละไม่มีใครเหมือน ก็เลยได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น

“ช่วงที่หันมาขายไก่ทอดก็คิดสูตรอยู่นานนะ แต่ทั้งนี้ได้รับการชี้เเนะจากญาติพี่น้อง คนเฒ่าคนแก่ ที่ช่วยเเนะนำว่าให้ลองใส่สมุนไพร เราก็นำมาทดลองใส่พร้อมกับปรับปรุง ลองผิดลองถูกเอง ทำทิ้งบ้าง ทำขายได้บ้างอยู่นาน 2 เดือน จนในที่สุดก็ได้สูตรหมักไก่ที่อร่อยลงตัว อันมีส่วนผสมหลัก คือ สมุนไพรไทย” เจ้าของสูตร เผย 
     
เมื่อไม่ใช่ไก่ทอดธรรมดา แต่มันคือ ไก่ทอดสมุนไพรไทย ที่ใครได้ชิมต้องบอกเหมือนกันว่า หอมสมุนไพรมาก รสชาติอร่อย กลมกล่อม กรอบนอกนุ่มใน ไม่มัน ไม่เลี่ยน เครื่องหมักเครื่องปรุงซึมลึกเข้าถึงเนื้อใน ฉะนั้น ไม่แปลกใจที่ลูกค้าจะติดอกติดใจจนเป็นเหตุผลว่าทำไมทั้งคนในพื้นที่เเละคนต่างพื้นที่ล้วนหลั่งไหลมาอุดหนุนเเละขอซื้อสูตร แต่จะว่าไปแล้วถ้าเป็นคนธรรมดาก็คงจะไม่ยอมขายสูตรลับกันง่ายๆ เพราะอะไรถึงยอมขายสูตร?

คุณพร กล่าวอย่างจริงใจว่า เพราะเคยผ่านความลำบากมาก่อน เลยรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของคนที่อยากมีอาชีพ เเต่เงินลงทุนน้อย ฉะนั้น เลยอยากแบ่งปันสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคม อีกทั้งยังเป็นทางเลือกของคนที่กำลังมองหาอาชีพใหม่ รวมถึงผู้ที่อยากต่อยอดธุรกิจเดิม เช่นว่า เปิดร้านอาหารอยู่ แต่ไม่มีไก่ทอดก็สามารถนำเมนูไก่ทอดสมุนไพรเข้าไปเสริม หรือ ขายไก่ทอดอยู่เเต่ไม่อร่อยก็สามารถนำสูตรไปปรับใช้ได้ 


อาชีพอิสระไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ

 ขายสูตรหลักพัน ทำกินได้ตลอดชีวิต      

สำหรับรายละเอียด และเงื่อนไข ผู้ที่สนใจซื้อสูตรไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ คุณพร แจกแจงว่า จะได้สูตรข้าวเหนียวนิ่มทั้งวัน ผู้ที่สนใจจะมาเรียนที่ร้าน หรือจะเรียนรู้ด้วยตนเองเนื่องจากจะได้รับสื่อการสอนดังนี้

1. ดีวีดีสาธิตการทำทุกขั้นตอน 1 แผ่น
2. เอกสาร อาทิ สูตรที่สามารถใช้หมักทุกชิ้นส่วนของไก่ เคล็ดลับเทคนิค วิธีการขาย วิธีทอดไก่ การเลือกซื้อวัตถุดิบ
3. แถมสูตร น้ำจิ้มไก่ ฟรี
4. แถมป้ายไวนิลร้าน ขนาด 1.5 เมตร กว้าง 60 เซนติเมตร
5. มีบริการหลังการขาย คือ ผู้เรียนสามารถเข้ามาเรียนเพิ่มเติมได้ตลอด จนกว่าจะเป็น ทางร้านยินดีให้คำแนะนำ และเป็นที่ปรึกษาทุกขั้นตอน พัสดุทุกอย่างจัดส่ง EMS ฟรี

เป็นเวลาเกือบ 3 ปี ที่คุณพรขายสูตร เธอบอกว่า มีผู้สนใจซื้อสูตรไปแล้วทั่วประเทศ มีทั้งใช้ชื่อเดียวกับทางร้าน และนำไปตั้งชื่อร้านเป็นของตัวเอง ซึ่งทางร้านไม่หวงห้าม แต่ทั้งนี้มีเงื่อนไขอยู่ว่า ห้ามเปลี่ยนแปลง ห้ามลดส่วนผสม เครื่องปรุงใดๆ ในสูตร แม้แต่ยี่ห้อเครื่องปรุงรส ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เสียรสชาติ ไม่ให้เสียชื่อเสียงของทางร้าน และเพื่อประโยชน์ตัวผู้เรียนเอง เพราะเคยมีกรณีคนที่มาเรียนแล้วไปดัดแปลงสูตร หนที่สุดไปทำขายแล้วก็ไปไม่รอด 

ปัจจุบันไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ นอกจากมีสูตรสมุนไพรไทย เจ้าของร้านยังเพิ่มจุดขายที่เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นด้วยการเพิ่มสูตรสมุนไพรจีน คุณพร บอกว่า สมุนไพรจีนช่วยทำให้เนื้อไก่นุ่มล่อนไม่ติดกระดูก ซึ่งสูตรนี้จะใช้ไก่ส่วนที่เป็นเนื้อ อาทิ อก สะโพก น่อง ปีก ส่วนสมุนไพรไทยจะใช้ไก่ส่วนที่เป็นกระดูก เช่น ซี่โครง ปลายปีก และหนัง ซึ่งทั้ง 2 สูตรจะไม่ใช้น้ำตาลทรายเลย ฉะนั้น จะไม่เลี่ยน เวลาทอดจะใช้แต่น้ำมันปาล์มเท่านั้น ทำให้ไก่ที่ทอดไม่อมน้ำมัน ซึ่งยอดขายแต่ละวันใช้ไก่ประมาณ 70-80 กิโลกรัม

ปัจจุบันร้านต้นแบบของคุณพรอยู่ที่ตลาดถนอมมิตร (รามอินทรา ก.ม.5) ชอยวัชรพล ท่าแร้ง บางเขน กรุงเทพฯ สาเหตุที่หญิงสาวเลือกทำเลดังกล่าว เธอให้เหตุผลสั้นๆ ว่า มาเพื่อชิงความเป็น 1 ร้านไก่ทอด เนื่องจากตลาดนี้มีร้านขายไก่ทอดเยอะมาก

นับว่าเป็นอีกหนึ่งรูปแบบธุรกิจที่ตอบโจทย์คนที่กำลังมองหาอาชีพที่ลงทุนน้อย ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์มาก สามารถใช้ของที่มีอยู่แล้วได้ อีกทั้งไก่ทอดก็เป็นเมนูที่ทุกเพศ ทุกวัยรับประทานได้ ทั้งรับประทานกับข้าว และรับประทานเล่น ฉะนั้น ย่อมมีโอกาสขายมากกว่าอาหารเมนูอื่นๆ

ท่านใดสนใจซื้อสูตรไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ คุณอำไพ แซ่แต้ โทรศัพท์ (087) 694-2461 

ไปหน้าแรก  อาชีพอิสระแก้จน






อาชีพอิสระ วิธีการและเทคนิคการปลูกฝรั่งกิมจู ผลไม้เงินล้าน

สวัสดีครับทุกท่าน  ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าร้อน อากาศร้อนมาก ไม่ว่าจะไปทางไหนก็ได้ยินแต่เสียงบ่นว่าอากาศมันร้อนจริง ๆ ถึงแม้อากาศภายนอกจะร้อนมากเพียงใด แต่ก็อย่าให้อากาศภายในหรือจิตใจของเราร้อนไปด้วยนะครับ และระมัดระวังรักษาสุขภาพกันด้วยครับ  เมื่อวันก่อนผมไปเดินตลาดตอนเย็น ๆ เห็นมีแม่ค้าผลไม้นำเอาผลไม้มาขายซึ่งก็มีหลากหลายชนิดรวมทั้ง ฝรั่งกิมจู ซึ่งเห็นแล้วก็น่ารับประทานมาก และก็ไม่ผิดหวังเมื่อซื้อมาแล้วลองกินดู ก็ได้รสชาติหวานกรอบอร่อย จึงคิดว่าน่าจะนำเอาขั้นตอนและวิธีการปลูกฝรั่งมากบอกเล่าเก้าสิบให้กับทุกท่านได้รับทราบกัน เผื่อจะมีท่านใดสนใจนำเอาไปทำเป็นอาชีพเสริมได้ครับ งั้นเรามาดูวิธีการปลูกกันเลยครับ

อาชีพเสริมอาีชีพอิสระการปลูกฝรั่งกิมจู-1

ขั้นตอนการปลูกฝรั่งกิมจู

หลังจากที่เลือกพื้นที่ปลูกได้แล้ว ถ้าต้องการจะปลูกเป็นสวนก็ควรจะจัดระยะปลูกระหว่างแถวและระหว่างต้นประมาณ 3 x 3 เมตรในเนื้อที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 160 ต้น

การเตรียมดิน

การปลูกฝรั่งในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึงควรทำการยกร่องปลูก โดยยกร่องให้มีขนาดความกว้างของหลังร่องประมาณ 6 เมตร มีคูน้ำกว้างประมาณ 1.5 เมตร ความยาวของสันร่องแล้วแต่พื้นที่ ความสูงไม่จำกัด แต่ถ้าเป็นที่ดอนไม่จำเป็นต้องยกร่อง จากนั้นก็ปรับปรุงดินโดยการตากดินเพื่อฆ่าเชื้อโรค และเมล็ดวัชพืช ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักในปริมาณเท่า ๆ กัน อัตราปุ๋ย 1 ส่วนต่อดิน 2 ส่วน เพื่อให้ดินร่วนซุย

การเตรียมหลุมปลูก

ขนาดของหลุมปลูกควรกว้าง 0.5 เมตร ยาว 0.5 เมตร และลึก 0.5 เมตร ที่จำเป็นต้องขุดหลุมกว้างเพื่อเปลี่ยนสภาพดินในหลุมให้ดีขึ้น ดังนี้

1. ควรขุดดินโดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ดินบนและดินล่าง 
    - ดินบน เป็นส่วนที่มีอินทรีย์วัตถุมากอยู่แล้ว ให้แยกไว้ส่วนหนึ่ง 
    - ดินล่าง คือดินที่เมื่อขุดลึกลงไปแล้วพบว่าดินมีสีจางลงเป็นชั้นที่ไม่มีอินทรีย์วัตถุ 
2. ตากดินไว้ 10-15 วัน เพื่อให้แสงแดดส่องฆ่าเชื้อโรคในหลุมปลูกและในดิน 
3. กลบดินบนลงในหลุม 
4. ผสมปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วนต่อดินล่าง 2 ส่วน และรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยร๊อคฟอสเฟต 0.50 กิโลกรัม แล้วจึงกลบลงไปในหลุมทับชั้นดินบน จนมีระดับสูงกว่าระดับพื้นดินธรรมดาประมาณ 10 เซนติเมตร

วิธีปลูก

หลังจากเตรียมหลุมปลูกเรียบร้อยแล้ว ให้นำกิ่งพันธุ์ที่ชำไปปลูกลงในหลุม กลบดินให้แน่นพอสมควร แล้วใช้ไม้ปักเป็นหลักผูกกันลมโยกและรดน้ำทันที จากนั้นใช้ทางมะพร้าวมาคลุมพรางแสงแดดให้แก่ต้นฝรั่งจนกว่าต้นฝรั่งจะตั้งตัวได้ 

การที่ต้องกลบดินให้สูงกว่าระดับดินเดิมนั้น เพื่อที่เมื่อเวลาปลูกแล้วดินจะยุบตัวลงเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้พอดีกับระดับดินเดิม ถ้าไม่เผื่อไว้จะเป็นแอ่งและมีน้ำขังทำให้รากเน่าตายได้

อาชีพเสริมอาีชีพอิสระการปลูกฝรั่งกิมจู

ขั้นตอนการปฏิบัติดูแลรักษา

- การให้น้ำ 
    หลังจากปลูกฝรั่งแล้วต้องหมั่นคอยรดน้ำในช่วงระยะแรกจนกว่าต้นฝรั่งจะตั้งตัวได้หลังจากนั้นก็ต้องสังเกตดูความชุ่มชื้นของดิน ถ้าดินแห้งมากต้องรีบให้น้ำ และถ้ามีฝนตกหนักก็ควรระบายน้ำออกบ้าง การให้น้ำจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามความต้องการของต้นฝรั่ง ปริมาณความชื้นของดินในระหว่างการออกผลมีความสำคัญ เพราะจะก่อให้เกิดการร่วง การแตก และขนาดของผล

- การใส่ปุ๋ย 
    โดยปกติการปลูกพืชทุกชนิดควรมีการใส่ปุ๋ยทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี สูตรที่แนะนำ คือ 15-15-15 หรือ 13-13-21 ฝรั่งเมื่อออกดอกแล้วจำเป็นต้องให้น้ำและปุ๋ยไนโตรเจนเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นทุก ๆ ปี ควรให้ปุ๋ยประมาณ 2 กิโลกรัม/ต้น/ปี หรือมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับอายุของต้นและปริมาณผลผลิต และหากจะให้ฝรั่งมีรสหวานยิ่งขึ้นให้ใช้ปุ๋ยเกร็ดสูตร 5-30-30 พ่นก่อนเก็บผล 1 เดือน โดยนำปุ๋ยเกร็ดมาผสมน้ำฉีดพ่น ฉีดอาทิตย์ละครั้ง ประมาณ 2 ครั้ง จากนั้นประมาณ 15 วัน จึงเก็บผล

- การพรวนดิน 
    ไม่ควรพรวนดินลึก เพราะจะทำให้รากของต้นฝรั่งขาดได้

- การกำจัดวัชพืช 
    ควรทำอย่างสม่ำเสมอ อาจใช้วิธีการถาง ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชหรือปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น เซนโตรซึม เพอราเรีย เป็นพืชคลุมดิน

- การปักไม้ค้ำกันลม 
    ในระหว่างที่ต้นฝรั่งยังเล็กอยู่ ควรปักไม้ค้ำกันลมเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นโยก เพราะอาจกระทบกระเทือน ทำให้ต้นฝรั่งไม่โต การปักไม้ค้ำกันลม ควรใช้ไม้รวกหรือแขนงไม้ไผ่ยาว 1 เมตร ค้ากิ่งต้นละ 1-2 อัน และใช้เชือกพลาสติกผูกติดกับกิ่งแต่อย่าผูกให้แน่นมากเพราะกิ่งอาจเจริญเติบโตช้า

- การพยุงผลฝรั่ง 
    ฝรั่งจะเริ่มออกผลเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน ควรใช้ไม้ไผ่ปักไว้เพื่อพยุงผลฝรั่ง โดยใช้ปลายหรือแขนงไม้ไผ่ขนาดเล็กยาว 1 เมตร หรือมากกว่านั้นปักใกล้กับกิ่งที่ออกผลแล้ว โดยผูกยึดกับกิ่งไว้ บางสวนจะผูกขั้วผลกับกิ่งหรือไม้ปักเพื่อไม่ให้ผลถ่วงต้น เพราะน้ำหนักผลฝรั่งมาก ถ้ามีลมพัดแรงต้นจะเฉาตายและรากจะขาด

- การตัดแต่งกิ่ง 
    การตัดแต่งกิ่งจะช่วยให้ฝรั่งเกิดกิ่งอ่อน และมีช่อดอกออกมาด้วยทำให้ทรงพุ่มโปร่ง ได้สัดส่วน อากาศถ่ายเทได้สะดวก แสงแดดส่อง ได้ทั่วถึง สะดวกในการเก็บผลและการพ่นสารป้องกันกำจัดโรค และแมลง นอกจากนี้ ยังทำให้ได้ผลผลิตที่แน่นนอน ผลมีขนาดใหญ่ สำหรับส่วนใหม่ ควรมีการตัดแต่งกิ่งทุกปีเพื่อกระตุ้นการเจริญ และการสร้างตาดอก โดยทั่วไป ต้นที่สมบรูณ์จะตัดกิ่งก้านออก 25 - 30% สำหรับต้นที่ไม่แข็งแรงให้ตัดกิ่งก้านออกประมาณ 20 % นอกจากการตัดแต่งกิ่งแล้วการทำให้ใบร่วงจะทำให้ระยะการเก็บเกี่ยวสั้นลง และการปลิดผลทิ้งให้เหลือประมาณ 2 - 6 ผล ต่อกิ่ง จะจำเป็นในสวนที่ผลิต เพื่อบริโภคผลสด แต่ถ้าจะให้ได้ผล ที่มีขนาดใหญ่และมีคุณภาพดี ควรให้เหลือเพียง 1 ผล เท่านั้น 

- การห่อผล
ประโยชน์ของการห่อผลนอกจากจะช่วยป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูฝรั่งแล้ว ยังทำให้ผลฝรั่งมีผิวสวยน่ารับประทาน วิธีการห่อผลฝรั่งโดยส่วนใหญ่จะใช้ถุงพลาสติกหรือใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อก่อนแล้วจึงสวมถุงพลาสติกทับอีกชั้นหนึ่ง โดยจะเริ่มห่อผลฝรั่งเมื่อมีขนาดเท่าลูกมะนาวหรือหลังดอกบานแล้ว 1 เดือน ก่อนห่อควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราและแมลงที่ผลฝรั่งเสียก่อน 

ไปหน้าแรก  อาชีพเสริมทำเงิน





24 มีนาคม 2557

อาชีพอิสระขายลูกชิ้นกับแฟรนไชส์ “สไปซี่ ซีเฟรช” ลงทุนน้อย กำไรงาม

สวัสดีครับ วันนี้ผมไปเจอบทความที่แนะนำการทำอาชีพขายลูกชิ้น อาชีพขายลูกชิ้น อาชีพบ้าน ๆ ที่เรา ๆ ท่าน ๆ รู้จักกันเป็นอย่างดี และมีผู้ประกอบการได้นำเอามาทำเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อเสนอใหกับผู้ที่สนใจหาอาชีพเสริมหรืออาชีพอิสระทำ กันธุรกิจแฟรนไชส์ "สไปซี่ ซีเฟรช"


ลูกชิ้นอร่อยๆ สดจากทะเล จิ้มกับน้ำจิ้มรสแซ่บจากภาคใต้ ที่ปรุงได้รสเด็ดเผ็ดร้อนผสมกันอย่างลงตัวในน้ำจิ้มสูตรเด็ดถึงใจ มัดใจลูกค้ามาอย่างยาวนานกับแฟรนไชส์ขายลูกชิ้นที่ลงทุนกันในงบน้อยๆแต่เป็นที่ขายดีในทุกเพศทุกวัย เจ้าของธุรกิจขายลูกชิ้นคือ  “ คุณสุภาวดี โชคสกุลนิมิต “ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชัยเจริญมารีน (2002) จำกัด ที่ผลิตอาหารแปรรูปจากทะเลกว่า 10 ปีและการขายส่งตามตลาดนั้นค่อนข้างที่จะได้กำไรค่อนข้างที่จะน้อยจึงต้องหาวิธีเพิ่มมูลค่าสินค้าและขยายตลาด ด้วยการเปิดขายธุรกิจแฟรนไชส์ขายลูกชิ้นเพื่อที่จะได้เป็นช่องทางขายสินค้าตรงจากโรงงานสู้ผู้บริโภค 

เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า “ คุณสุภาวดี โชคสกุลนิมิต “  จึงอยากสร้างแบรนด์และมีหน้าร้านของตัวเอง หากจะวางขายในห้างก็คงต้องใช้ทุนที่สูงอยู่พอสมควรและยากที่จะแข่งกับแบรนด์ที่ดังอยู่แล้ว จึงได้คิดทำเป็นแฟรนไชส์ขายลูกชิ้นเล็กๆ เพื่อจะได้ช่วยสร้างโอกาสให้สำหรับคนที่อยากมีอาชีพโดยที่ไม่ต้องลงทุนมาก โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ “สไปซี่ ซีเฟรช” เป็นของทะเลจากภาคใต้ มีจุดเด่นที่วัตถุดิบมีความสดใหม่สูง นำมาแปรรูปจำหน่ายกว่า 16 รายการ 

โดยแฟรนไชส์ขายลูกชิ้นนั้นจะมีให้เลือกทั้งทอดและปิ้งตามใจชอบ ที่สำคัญคือ สูตรน้ำจิ้มที่เผ็ดร้อนและเข้มข้นฉบับชาวใต้ แต่สำหรับคนไม่กินเผ็ดก็มีทั้งเผ็ดน้อยและเผ็ดปานกลาง โดยได้วางตำแหน่งเป้าหมายไว้ในระดับกลางถึงบน ที่อยากกินของทะเลแปรรูปคุณภาพที่ราคาไม่สูงจนเกินไป ส่วนการผลิตในโรงงานนั้นก็ได้มาตรฐานระดับส่งออก ทั้ง GMP HACCP และฮาลาส 

ด้านการลงทุนแฟรนไชส์ขายลูกชิ้น  “สไปซี ซีเฟรช” นั้น เงินลงทุนในเบื้องต้นเพียง 25,000 บาท ผู้ลงทุนจะได้รับอุปกรณ์ครบชุด ด้วยมีเงื่อนไขที่สำคัญคือ  ต้องรับผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ และน้ำจิ้มจากบริษัทฯเท่านั้น นอกจากนั้นต้องมีทำเลมาเสนอก่อน โดยทางบริษัทนั้นตั้งเป้าหมายขายในปั๊มต่างๆ เพื่อให้เป็นของกินเล่นระหว่างเดินทาง รวมถึงกำหนดเป้าต้องขายให้ได้อย่างน้อยวันละ 200 ไม้ หรือปริมาณวัตถุดิบ 10 กิโลกรัม 

ราคาในการขายลูกชิ้นนั้น ราคาปลีกไม้ละ 13 – 15 บาท แล้วแต่ละชนิดแตกต่างกันไป เมื่อเฉลี่ยรวมกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าพนักงาน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าพลังงาน ที่ประมาณ 14,000 บาทต่อเดือน หากขายได้วันละ 200 ไม้ ผู้ขายจะมีกำไรสุทธิที่ประมาณ 17,140 บาทต่อเดือน ทำให้มีอัตราคืนทุนในระยะเวลา 2 เดือน  ที่ผ่านมาสาขาส่วนใหญ่อยู่ทางปั๊มน้ำมันภาคใต้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทุกสาขามียอดขายเกินกว่า 300 ไม้ต่อวัน 

สำหรับวิธีบริหารสาขาแฟรนไชส์ขายลูกชิ้นนั้น บริษัทฯ จะมีจุดกระจายสินค้าอยู่ในกรุงเทพฯ และตามหัวเมืองใหญ่ โดยมีรถพร้อมวิ่งส่งผลิตภัณฑ์แช่แข็งที่อุณหภูมิ -18 องศาให้สาขาต่างๆ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง นอกจากนั้น จะควบคุมมาตรฐานแฟรนไชส์ด้วยการดูจากยอดขายสั่งสินค้าและมีทีมคอยตรวจสอบคุณภาพอยู่เสมอ 

ข้อมูลแฟรนไชส์ 
เงินลงทุนเบื้องต้น 25,000 บาท 
ได้รับคีออส พร้อมอุปกรณ์ครบชุด ต้องรับผลิตภัณฑ์แปรรูป และน้ำจิ้มจากบริษัทฯเท่านั้น 
กำหนดเป้าต้องขายให้ได้อย่างน้อยวันละ 200 ไม้ 
อัตราคืนทุน : 2 เดือน 
ข้อมูลติดต่อ เบอร์โทร  073-311-142-3 เว็บไซต์ www.cmr2002.com

ท่านใดสนใจหาอาชีพเสริมกับการทำธุรกิจแฟรนไชส์ สไปซี่ รีเฟรช ขายลูกชิ้นอร่อย ๆ น้ำจิ้มสูตรเด็ด ก็สามารถติดต่อไปตามเบอร์โทร.ที่ให้ไว้ได้เลย หรือจะเข้าไปดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ก่อนก็ได้ครับ

ไปหน้าแรก  อาชีพอิสระทำเงิน




เรียบเรียงบทความจาก www.smeleader.com

อาชีพเสริมเงินล้านกับการปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์

่สวัสดีครับทุกท่าน ห่างหายจากการอัพเดทบทความเกี่ยวกับอาชีพเสริมหรืออาชีพอิสระไปเสียนาน มาวันนี้มีโอกาสจึงขอนำเสนออาชีพที่เกีี่ยวกับทางด้านการเกษตรมาแนะนำให้ทุกท่านกันบ้าง กับอาชีพเสริมเงินล้าน การปลูกมะละกอพันธ์ุฮอลแลนด์ ที่มีเกษตรกรนิยมปลูกเพื่อการค้ากันมาก

อาชีพเกษตรการปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์

มะละกอเป็นผลไม้ยืนต้น ที่คนไทยนิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลาย ทั้งมะละกอดิบเมนูที่นิยมกันมากก็คือ ส้มตำ ส่วนมะละกอสุก ก็สามารถนำไปรับประทานสดเพื่อสุขภาพ หรือแปรรูปในลักษณะต่างๆ ที่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ในส่วนของการปลูกมะละกอนั้นสามารถทำได้แต่ต้องใช้ความอดทนและการเรียนรู้ตลอด อย่างเช่น คุณสมศักดิ์ ม่วงพานิช เกษตรกรผู้ปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์และพันธุ์แขกดำ ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวเป็นอย่างดี ซึ่งมีรายละเอียดการปลูกและการดูแล ดังนี้

การปลูกมะละกอฮอลแลนด์ : นิยมปลูกโดยวิธีการเพาะเมล็ดแล้วย้ายกล้าลงแปลงปลูก เมื่อต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 1 เดือน

วิธีการเพาะเมล็ดมะละกอฮอนแลนด์

1. นำเมล็ดมะละกอแช่น้ำ 3 คืน โดยเปลี่ยนน้ำที่แช่บ่อยๆ อย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง
2. นำเมล็ดมะละกอมาเพาะในถุงดินที่เตรียมไว้โดยให้ใส่ 3-4 เมล็ด/ถุง
3. รดน้ำให้ชุ่ม ประมาณ 9-10 วัน เมล็ดก็จะงอก
4. ทำการรดน้ำพอชุ่มวันละ 1 ครั้ง

ขั้นตอนการเตรียมดินและปลูกมะละกอ 

1. ทำการเตรียมพื้นที่ โดยการไถ ทำการตากดินไว้ประมาณ 5 วัน
2. ขุดหลุมลึกประมาณ 30ซม.ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 2.5X 2.5 เมตร 1 ไร่ จะปลูกได้ ราว 250 ต้น และรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์
3. นำต้นมะละกอปลูกในหลุม กลบดินให้แน่น

การดูแลรักษา

1. รดน้ำพอชุ่ม
2. ใส่ปุ๋ยสูตรผสม12-15-20 โดยระยะการให้ปุ๋ยคือ 1 เดือน/ครั้ง
3. หลังจากที่ลงปลูกมะละกอไปได้ประมาณ 3 เดือน มะละกอทั้ง 3 ต้นที่อยู่ในหลุมเดียวกันจะเริ่มออกดอก ให้ทำการตัดต้นที่เป็นตัวผู้และตัวเมียทิ้ง เหลือไว้แต่ “ต้นกะเทย” เนื่องจากต้นกะเทยจะให้ผลที่ดก และลูกมะละกอที่ออกมาจะยาวสวย เนื้อหนากว่าต้นที่เป็นตัวเมียและตัวผู้ โดยการสังเกตต้นกะเทยนั้นก็ให้ทำการแหวกกลีบดอกดู ถ้าต้นไหนที่มีทั้งเกสรตัวเมียและตัวผู้อยู่ในดอกเดียวกัน
4. หลังจากต้นมะละกออายุได้ 8 เดือนไปแล้ว ก็จะสามารถเก็บผลขายได้ทุกสัปดาห์ ไปจน 3 ปี ต้นมะละกอจึงจะหมดอายุ ไม่สามารถให้ผลผลิตได้ ต้องตัดทิ้ง ปลูกใหม่

เกร็ดเพิ่มเติมเกี่ยวกับมะละกอฮอลแลนด์ 

- มะละกอฮอลแลนด์จะให้ผลผลิต เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 100 กก. ต่อต้น ตลอดอายุการเพาะปลูก
- หลังย้ายปลูก 9 เดือนก็สามารถเก็บผลสุกมะละกอจำหน่ายได้ โดยสังเกตดูที่ผลหากมีแต้มปรากฏอยู่บนผล 2-3 แต้มก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้
- สภาพอากาศร้อนจะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนดอกกระเทยให้กลายเป็นดอกตัวเมีย และถ้ามีอากาศร้อนมาก ๆ จะทำให้มะละกอไม่ติดดอกได้ จึงควรให้มีความชื้นอย่างเพียงพอในช่วงที่มีอากาศร้อนจัด
- มะละกอจะมีราคาแพงขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน

ลักษณะประจำพันธุ์ของมะละกอฮอลแลนด์

มะละกอฮอลแลนด์ ลำต้นใหญ่สีเขียว ใบมี 11 แฉกใหญ่ กลางใบมีกระโดงใบ 1 ใบ ก้านใบมีสีเขียวตั้งขึ้น ดอกออก เป็นช่อ ติดผลดก รูปทรงกระบอกคล้ายลูกฟักอ่อน อายุ เก็บเกี่ยว 8 เดือน น้ำหนักผลประมาณ 800-2,000 กรัม ต่อผล เนื้อสีแดงอมส้ม ไม่เละ เนื้อหนา 2.5-3.0 เซนติเมตร ความหวานวัดได้ 11-13 องศาบริกซ์ ผลผลิตต่อต้น 60-80 กิโลกรัม จุดเด่นที่มองออกง่ายมากว่าผลมะละกอฮอลแลนด์เป็นอย่างไรนั้น ที่ปลายผลจะป้านคล้ายผลฟักอ่อน

ลักษณะเด่นของมะละกอฮอลแลนด์

ไม่มีกลิ่นยาง เนื้อหนา รสหวาน เปลือกหนา ทนทานต่อโรค ทนทานต่อการขนส่งให้ผลดก เนื้อแน่นแข็ง น้ำหนักดี รสชาติหวาน ทนทานต่อโรค มีตลาดรองรับ มะละกอพันธุ์นี้มีอายุเก็บเกี่ยว 8 เดือน น้ำหนักผลอยู่ที่ประมาณ 0.8-1.2 กก.ต่อผล เนื้อมีสีแดงอมส้ม ไม่เละ เนื้อหนา 2.5-3.0 เซนติเมตร ผลผลิตต่อต้น 60-80 กิโลกรัม มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์นี้สามารถปลูกได้เกือบทุกสภาพพื้นที่ ยกเว้นพื้นที่น้ำขัง ดินที่เหมาะสมควรเป็นดินเหนียวปนทราย

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกมะละกอฮอลแลนด์ 

สามารถปลูกได้ทุกสภาพพื้นที่ ยกเว้นพื้นที่น้ำขัง ดินที่เหมาะสมมีความเป็นกรดเป็นด่าง 5.5-5.0 ระยะปลูก 2.5x3 เมตร ไร่หนึ่งปลูกได้ 224 ต้น หากปลูกแล้ว ให้น้ำสม่ำเสมอ มะละกอจะให้ผลผลิตที่ดีมาก ปุ๋ยที่ใส่ให้เริ่มต้นที่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก สำหรับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ใช้ สูตร 15-15-15 ระยะที่ติดผลอ่อน ก่อนการเก็บเกี่ยวใส่ สูตร 13-13-21 ใส่รอบๆ ต้น จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ต่อต้น เมื่อปลูกได้ 7-8 เดือน มะละกอฮอลแลนด์จะสุกแก่เริ่มเก็บได้ ปริมาณผลผลิตหากดูแลปานกลาง จะได้ผลผลิตราว 5-8 ตัน ต่อไร่

วิธีการเก็บเกี่ยวมะละกอฮอลแลนด์ 

เลือกเก็บเฉพาะผลที่สุก 5-10 เปอร์เซ็นต์ คือ ผิวมีแต้มสีเหลืองเล็กน้อย

จะเห็นได้ว่า การปลูกมะละกอเป็นอาชีพหรือปลูกเพื่อนนั้นก็สามารถทำได้ และหากมีการเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี ก็สามารถทำเงินให้กับเจ้าของได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะมีตลาดรองรับผลผลิตอยู่แล้ว หากท่านใดสนใจการปลูกมะละกอฮอลแลนด์ ก็ลองเอาเทคนิควิธีที่ได้นำเสนอไปแล้ว เอาไปทดลองปลูกกันดูได้ครับ  


ไปหน้าแรก  อาชีพเสริมแก้จน


12 มีนาคม 2557

เลี้ยง “แมงสะดิ้ง” อาชีพอิสระทำเงิน ทำที่บ้านง่าย ๆ สร้างรายได้ไม่ธรรมดา

สวัสดีครับ มีบทความแนะนำการทำอาชีพดีๆ มาแนะนำ ซึ่งผมไปอ่านเจอในเว็บ manager.co.th เห็นว่ามีประโยชน์และเหมาะสำหรับการเอามาทำเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว จึงขอเอามาเผยแพร่ต่อให้เพื่อน ๆ ได้รับทราบกันโดยไม่ตัดตอน จริง ๆ มีคลิปวีดีโอด้วย ถ้าเพื่อน ๆ อยากดูก็ตามลิ้งค์ด้านล่างบทความไปดูได้เลยครับ  "แมงสะดิ้ง" คืออะไร ถ้าอยากรู้ตามมาเลยครับ...
 

       “จิ้งหรีด” หรือแมงสะดิ้งในภาษาท้องถิ่นอีสาน ทุกวันนี้มีการส่งเสริมให้เลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจอย่างจริงจัง เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูงอย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้งต้นทุนต่ำ ใช้พื้นที่เลี้ยงน้อย และเลี้ยงค่อนข้างง่าย น่าจะเป็นช่องทางอาชีพใหม่ที่น่าสนใจสามารถเลี้ยงเป็นรายได้เสริม หรือเลี้ยงจริงจังยึดเป็นอาชีพหลัก ดูแลครอบครัวได้เลย 
 
       อาจารย์ชำนาญ ค้ำชู อาจารย์ประจำวิทยาลัยชุมชนสระแก้ว ผู้ดูแลโครงการการจัดความรู้การเลี้ยงจิ้งหรีด (แมงสะดิ้ง) จังหวัดสระแก้ว เผยต่อผู้สื่อข่าว “SME ผู้จัดการออนไลน์” ว่า แมงสะดิ้ง หรือจิ้งหรีด สายพันธุ์ทองแดงลายปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดไม่พอขายเพราะคนทั่วไปนิยมกินมากเพิ่มขึ้น รวมถึงยังเป็นที่ต้องการนำไปใช้เป็นอาหารสำหรับปลาสวยงาม และอาหารสำหรับเลี้ยงตุ๊กแก เนื่องจากแมงสะดิ้งมีคุณประโยชน์ทางสารอาหารสูง โดยเฉพาะโปรตีน อีกทั้งจิ้งหรีดเป็นสัตว์ที่ไวต่อสารพิษมาก ถ้าติดสารพิษตัวเดียวก็จะตายยกคอกเลย ดังนั้นผู้กินจึงสบายใจได้ว่าแมงสะดิ้งเป็นอาหารที่ปลอดภัยและอุดมด้วยสารอาหาร
 
       สำหรับการเลี้ยงเพื่อค้าขาย กำลังเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในเขตจังหวัดสระแก้ว โดยเฉพาะที่ อ.เมือง และ อ.อรัญประเทศ เนื่องจากที่ตลาดโรงเกลือเป็นแหล่งขายส่งหลัก โดยเฉลี่ยยอดขายแมงสะดิ้งที่ตลาดโรงเกลือต่อวันมูลค่าถึงกว่า 20 ล้านบาท โดยแมงสะดิ้ง 90% ที่ขายอยู่ทั่วประเทศจะรับซื้อมาจากตลาดโรงเกลือ 
 
       อาจารย์ชำนาญเผยต่อว่า ความน่าสนใจในการเลี้ยงแมงสะดิ้ง คือมีตลาดรับรองสูง ราคาค่อนข้างดี ถ้าเป็นช่วงที่มีสินค้าจากกัมพูชาเข้ามาขายแข่งราคาจะอยู่ที่ 60-80 บาทต่อกิโลกรัม แต่โดยปกติทั่วไปราคาขายส่งเฉลี่ยที่โรงเกลือประมาณ 100-120 บาทต่อกิโลกรัม และถ้าขายเองไม่ได้ส่งโรงเกลือ โดยเน้นเลี้ยงส่งไปยังแหล่งเลี้ยงปลาสวยงามราคาจะสูงถึง 200-300 บาทต่อกิโลกรัมทีเดียว 
 
       ทั้งนี้ การเลี้ยงแมงสะดิ้งใช้ทุนต่ำมาก แค่หลักพันบาทก็สามารถเริ่มต้นอาชีพนี้ได้แล้ว โดยอุปกรณ์ที่ใช้ทำคอกเลี้ยงสามารถประยุกต์ได้หลากหลายตามความเหมาะสม เช่น นำแผ่นยิปซัมฉาบเรียบมาประกอบเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ภายในวางด้วยถาดรองไข่ไก่ แล้วคลุมด้วยตาข่ายก็สามารถเป็นคอกเลี้ยงได้แล้ว
 
       โดยหัวใจสำคัญที่สุด พื้นที่เลี้ยงอากาศต้องถ่ายเทได้ดี และเลี้ยงระบบปิด ดูแลความสะอาดอย่างดีที่สุดป้องกันการติดโรค นอกจากนั้น การเลี้ยงในฟาร์มเดียวกันไม่ควรจะเกิน 2-3 รอบ เพราะจะเกิดโรคจาก “เลือดชิด” ดังนั้นหลังจากเพาะเลี้ยง 2-3 รอบแล้ว ต้องนำพันธุ์จากพื้นที่อื่นมาผสมให้เกิดการข้ามเลือดด้วย 
 
       สำหรับผู้สนใจยึดอาชีพนี้สามารถทำได้ตั้งแต่เป็นรายได้เสริม โดยทำคอกเล็กๆ อยู่ภายในบ้านของตัวเอง โดยวิธีการ ตั้งต้นใช้วิธีไปซื้อไข่มาจากฟาร์มเลี้ยงแมงสะดิ้ง ราคาขายไข่ ประมาณ 50-100 บาทต่อหนึ่งขันน้ำ จากนั้นนำขันไข่วางเรียงลงในคอกเลี้ยง แล้วให้อาหารตามสูตร (ดูคลิปวิธีการเลี้ยงประกอบ) โดยการเลี้ยงต่อรอบใช้เวลาประมาณ 35-40 วัน ต่อรอบหนึ่งคอกสามารถขายได้เงินประมาณ 15,000-20,000 บาท 
 
       และนอกจากจะขายเป็นตัวแล้ว มูลของแมงสะดิ้งยังสามารถขายเป็นปุ๋ยได้ด้วย ซึ่งส่วนนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรที่ทำนาทำสวนอยู่ด้วย เพราะจะช่วยลดต้นทุนการเพาะปลูกได้อีกทาง รวมถึงไข่ที่ออกมาก็สามารถขายได้ด้วย
     
       ส่วนผู้ที่จะเลี้ยงเป็นอาชีพหลักจริงจังนั้น ควรจะเลี้ยงอย่างน้อยประมาณ 3-5 คอกขึ้นไปเพื่อจะสลับหมุนเวียนเพาะเลี้ยงได้ตลอดทั้งปี และแนะนำว่าควรจะมุ่งทำตลาดเน้นส่งเป็นอาหารสำหรับปลาสวยงาม และอาหารสำหรับเลี้ยงตุ๊กแกซึ่งจะได้ราคาสูง นอกจากนั้นต้องคำนึงถึงต้นทุนค่าขนส่งด้วย 
 
       อาจารย์ชำนาญเผยด้วยว่า เดิมการเลี้ยงแมงสะดิ้งจะถ่ายทอดความรู้กันลักษณะปากต่อปาก ไม่ได้มีการจัดการความรู้อย่างชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาตายระหว่างเลี้ยงเป็นจำนวนมาก และเกิดโรคระบาด ส่วนการเลี้ยงเป็นฟาร์มสมบูรณ์แบบอย่างถูกต้องครบวงจรยังถือเป็นอาชีพใหม่ มีทำอยู่น้อยมาก ทั่วประเทศมีไม่เกิน 10 แห่ง ดังนั้น วิทยาลัยชุมชนสระแก้วจึงได้รับการเรียกร้องจากชาวบ้านในท้องถิ่นที่สนใจยึดอาชีพนี้ให้ช่วยจัดหลักสูตรการเลี้ยงแมงสะดิ้งขึ้น
 
       ทางวิทยาลัยชุมชนสระแก้วได้เปิดอบรมเป็นหลักสูตรอาชีพระยะสั้น ปัจจุบันมีผู้ผ่านการอบรมแล้วประมาณ 60 คน ทั้งเกษตรกร และคนทั่วไป โดยความรู้ส่วนหนึ่งในการอบรม ได้เชิญผู้ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพนี้มาเป็นวิทยากรถ่ายทอดวิชา เช่น กรณีของฟาร์มเอม-อร โดยคุณเอมอร รักงาม ประยุกต์สูตรอาหารเสริม จากเดิมเลี้ยงด้วยพืชเท่านั้น จะเสริมด้วยเลี้ยงโดยอาหารไก่ผสมอาหารปลาเพื่อกระตุ้นให้แมงสะดิ้งมีน้ำหนักดีขึ้น และออกไข่ด้วย สามารถขายได้ราคาสูง โดยมีเคล็ดลับก่อนจะขายให้กลับไปกินผักใบตำลึง ใบฟักทอง และใบมันสำปะหลังประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยดับกลิ่นหัวอาหารสัตว์ ทำให้แมงสะดิ้งคืนรสชาติเหมือนธรรมชาติที่เป็นสัตว์กินพืช
     
สำหรับผู้อยากได้ความรู้อย่างละเอียดในการเลี้ยงแมงสะดิ้ง สามารถติดต่อไปได้ที่วิทยาลัยชุมชนสระแก้ว โทร. 0-3742-5487 หรือ 0-3742-5291  

 
ไปหน้าแรก  อาชีพเสริมแก้จน



ขอบคุณบทความดี ๆ จาก www.manager.co.th/iBizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000012118



แหล่งสินค้ามือสอง สำหรับพ่อค้าแม่ค้าและคนยากไร้ ซูปเปอร์มาร์เก็ตคนยากไร้ วัดสวนแก้ว

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้มีโอกาสได้มาเขียนบทความแนะนำอาชีพสำหรับเพื่อน ๆ และจะมาแนะนำแหล่งจับจ่ายซื้อหาสินค้ามือสอง สินค้าใช้แล้วราคาถูก ๆ ซึ่งรับรองว่าถูกว่าท้องตลาดอย่างมาก เรียกว่าถูกกว่ากันครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว เหมาะสำหรับ คนที่มีงบน้อยต้องการซื้อสินค้ามือสองมาใช้งาน หรือเป็นแหล่งจับจ่ายซื้อสินค้ามาขายต่อเพื่อทำกำไรสำหรับคนที่ต้องการ หาอาชีพเสริม หรือท่านที่ต้องการทำอาชีพอิสระในการค้าขายก็สามารถไปเดินจับจ่ายซื้อหาสินค้ามาขายต่อได้เช่นกันครับ


ซูเปอร์มาร์เก็ตคนยากไร้วัดสวนแก้ว

วัดสวนเเก้ว จังหวัดนนทบุรี เเหล่งธรรมะเเละสถานที่ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นศูนย์รวมของนักปฏิบัติธรรม ตลอดจนเป็นเเหล่งพักพิงของผู้ยากไร้จากทั่วสารทิศ เป็นวัดที่ได้ริเริ่มก่อตั้งโครงการต่างๆ ขึ้นมาอย่างมากมาย เพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้เกิดเเก่พุทธศาสนิกชนชาวพุทธทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างงานให้เเก่คนจนเเละผู้ว่างงานนั้น จึงได้ก่อให้เกิดโครงการ "ซูเปอร์มาร์เก็ตคนยากไร้" โดยความตั้งใจของ "พระพิศาลธรรมพาที" หรือ "พระพยอมกัลยาโณ" เจ้าอาวาสวัดสวนเเก้ว

โครงการดังกล่าว เริ่มต้นมาเมื่อหลายสิบปี ด้วยจุดประสงค์สำคัญเพื่อนำรายได้มาจุนเจือคนยากไร้ที่มาอาศัยภายในวัด อีกทั้งยังเป็นการจ้างงานให้กับคนไร้เเหล่งทำกิน ได้เข้ามาเป็นพนักงานของห้างฯด้วย ปัจจุบันซูเปอร์มาร์เก็ตคนยากไร้ขยายกิจการ กระทั่งต่อเติมเป็นอาคารที่ตั้งอยู่หน้าปากทางเข้าวัดสวนเเก้วจำนวน 5 ชั้น คล้ายห้างสรรพสินค้าขนาดย่อมที่รวมเอาสินค้ามือสองหลากหลายประเภท ให้ประชาชนเข้ามาเลือกจับจ่ายในราคาชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า หนังสือ อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ หรือเเม้เเต่คอมพิวเตอร์ ที่เเบ่งสัดส่วนกันในเเต่ละเเผนก โดยมีโกดังบริเวณใกล้เคียงเป็นเเหล่งรองรับสินค้า ทำการซ่อมเเซมให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานก่อนนำวางขาย ซึ่งเมื่อตีราคาออกมาเเล้วของเเต่ละชิ้นยังถูกกว่าราคาข้างนอกด้วยซ้ำ เช่น เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กๆจะมีราคาขายอยู่ที่ 100-200 บาท ชิ้นใหญ่ 800-1,000 ต้นๆเท่านั้น โดยห้างสรรพสินค้าเเห่งนี้สามารถสร้างกำไรให้กับวัดสวนเเก้วถึงวันละหลายหมื่นบาท
       
นานวันชื่อเสียงของสินค้าที่มีคุณภาพเเละราคาย่อมเยาว์ได้กระจายออกไป ทำให้ประชาชนในเกือบทุกจังหวัด มักจะนึกถึงสินค้าของที่นี่เป็นเเห่งเเรกเมื่อคิดจะซื้อของถูก หลายครั้งที่บรรดาพ่อค้าเเม่ค้าจากเเหล่งต่างๆเช่น สวนจตุจักร ก็อดไม่ได้ที่จะเเวะเวียนเข้ามาซื้อสินค้าบางชิ้นออกไปขายต่อเช่นกัน

สำหรับท่านใดสนใจสินค้ามือสองจาก วัดสวนเเก้ว จังหวัดนนทบุรี ติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ 0-2595-1946 ตั้งเเต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป หรือหากมีศรัทธาบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ทางวัดได้จัดรถบรรทุกขับออกตระเวนรับสินค้าถึงบ้าน โดยไม่คิดค่าน้ำมันเเม้เเต่บาทเดียว

จะเห็นได้ว่า แนวทางในการหาอาชีพเสริมหรืออาชีพอิสระ เพื่อเพิ่มเติมรายได้ให้กับครอบครัวนั้น มีหลากหลายแนวทาง สำหรับคนขยันและมีหัวทางด้านการค้า การจะทำมาหากินอะไรซักอย่างก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด ตราบใดที่เรามีความมุ่งมั่นพยายาม และขยันขันแข็ง ตราบนั้นความจนก็จะไม่มาเยื่ยมกลายอย่างแน่นอน

ไปหน้าแรก  อาชีพเสริม อาชีพอิสระทำเงิน




เรียบเรียงบทความบางส่วนจาก www.manager.co.th

6 มีนาคม 2557

คุณลักษณะสำคัญของผู้นำที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ 9 ประการ

วันนี้ผมได้นำบทความดี ๆ สำหรับการพัฒนาตนเองเพื่อให้บรรลุถึงความสำเร็จในการทำงาน ประสบความสำเร็จในธุรกิจ หรืออาชีพที่กำลังทำอยู่ นำเอาไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ และพัฒนาภาวะผู้นำของตนเองให้ดียิ่งขึ้น 

อาชีพเสริมการพัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้นำ

การส่งเสริมและพัฒนาทางด้านความเป็นผู้นำของตนเอง ย่อมมีผลต่อความสำเร็จทางธุรกิจอย่างมาก ซึ่งทักษะในเรื่องของผู้นำที่สำเร็จทางธุรกิจนั้นไม่ได้มีติดตามมาตั้งแต่เกิด เป็นทักษะความเคยชินหรือการสร้างขึ้นด้วยตนเอง เป็นทักษะที่พัฒนาได้ สำหรับนักธุรกิจใหม่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี สำหรับคุณลักษณะ 9 ประการสำหรับผู้นำที่สำเร็จทางธุรกิจประกอบไปด้วย

1. นักคิด (Thinker) นักคิดที่มีวุฒิภาวะจะเข้าใจปัญหาอย่างรวดเร็ว สามารถอธิบายให้ผู้อื่นฟังได้และตัดสินใจอย่างมีสติและเหตุผล พัฒนาทักษะนี้ด้วยการไม่กระโจนเข้าสู่บทสรุป หาคำแนะนำ และทำงานร่วมกับผู้อื่น จะชอบคิดวิเคราะห์โลกรอบๆตัว และชอบคิดมากกว่าลงมือปฏิบัติเอง

2. นักกิจกรรม (Activistis) จะเป็นผู้นำที่เก่งในด้านการสร้างกลุ่มพลังร่วมระหว่างหัวหน้าและลูกน้อง มองโลกในแง่ดีและมีเชื่อมั่นในตนเองค่อนข้างสูง ทุ่มเทให้กับการทำกิจกรรมแต่อาจหุนหันพลันแล่นไปบ้าง เน้นสร้างผลงานให้มีปริมาณเยอะมากกว่าคุณภาพ พัฒนาคุณสมบัตินี้ด้วยการฟังคนอื่นให้มากๆ คิดให้เข้าประเด้นลงรายละเอียด และเรียนรู้ที่จะปฏิเสธให้เป็น

3. ผู้ผลักดัน (Impeller man) มักมีลักษณะเด่นที่คุณสมบัตินี้ เป็นผู้ชอบสั่งการ สามารถทำให้อะไรๆ ดีขึ้นโดยการสร้างจากความเชื่อมั่นในตัวเองที่มากเพียงพอกระตุ้น พวกเขาจะเป็นผู้นำในทุกเรื่องทุกสถานการณ์ แม้กระทั่งการตัดสินใจอย่างเร่งด่วน แต่ผู้นำที่มีวุฒิจะข่มอารมณ์ได้ปล่อยให้คนอื่นชนะบ้าง ทำงานร่วมกับคนบ้าง

4. ผู้นิยมความสมบูรณ์ (The popularity integity) จะเป็นผู้นำที่มีคุณธรรมมากที่สุด เพราะมีจริยธรรมในการตัดสินใจถูกผิดได้ดีพวกนี้มักชอบวิจารณ์ตนเองและผู้อื่น มักติดอยู่กับความจริงเสมอ การพัฒนาทักษะด้านนี้คือการเรียนรู็จะหากิจกรรมที่สร้างหรือกระตุ้นให้เกิดความผ่อนคลายไม่เครียด ฟังผู้อื่นมากขึ้น

5. ผู้ช่วยเหลือ (Savior) ผู้ที่คิดถึงความรู้สึกของคนอื่นมากกว่าคิดถึงตนเอง เป็นคุณสมบัติที่แท้จริงของผู้นำที่สำเร็จทางธุรกิจ และเป็นผู้ให้แนวทางการทำงานและการทำงานที่ดี เป็นสาเหตุที่สำคัญที่ให้คนจำนวนมากสนใจ เคารพยกย่อง และเป็นที่รัก สำหรับทักษะที่จะพัฒนาคือการคิดมากขึ้นกว่าเดิม ในด้านที่อยากให้คนชื่นชอบตัวเองในด้าน และอย่าสั่งการ ออกคำสั่งและควบคุมมากจนเกินไป

6. ผู้พิพากษา (Judge) เน้นในเรื่องของความเป็นจริงเป็นผู้ที่เปิดกว้างมากที่สุดของผู้นำทุกด้าน การพยายามหาหนทางให้คนอื่นมาทำงานร่วมกัน มีสิทธิหน้าที่ การปฏิบัติงานในลักษณะที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงไม่ให้เกิดการเอนเอียงหรือการฝักใฝ่ฝ่ายใด พัฒนาทักษะนี้โดยการฟังอย่างละเอียด ตั้งใจ ใช้หลักของเหตุและผลเป็นองค์ประกอบเพื่อใช้วินิฉัยให้เกิดความเท่าเทียมกัน

7. ผู้ตาม (Follower) การเป็นผู้ตามที่ดีย่อมสามารถสร้างทีมงานที่เกิดความเข้มแข็งได้ ความร่วมมือ บางครั้งอาจจะดูเหมือนจะเป็นผู้นำที่สำเร็จทางธุรกิจที่ไม่ได้หวังในเรื่องของตำแหน่ง คุณสมบัตินี้ทำให้ดูเหมือนมีความเข้มแข็งขึ้นได้ด้วยการยอมรับหน้าที่ความรับผิดชอบ และอย่าเครียดเพราะการที่ต้องตามใจผู้อื่น

8. ผู้ให้ความบันเทิง (Entertainer) ได้รับความเคารพชื่นชอบจากผู้อื่น จากการที่เป็นผู้นำที่สร้างและกระตุ้นให้คนอยากทำตาม ทำงานอย่างหนัก มุ่งมั่น ทุ่มเท และสามารถเอาชนะใจของผู้อื่น สิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างมากในเรื่องของการเปลี่ยนไปมาง่าย ไม่อยู่กับร่องกับรอย พูดเกินจริง และมองตนเป็นคนสำคัญเสมอ และพยายามเอาชนะอยู่ตลอดเวลา

9. ศิลปิน (Artist) มีความคิดใหม่ๆมีความคิดสร้างสรรค์ มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มีความสามารถในการดึงเอาจุดเด่นจุดแข็งให้ออกมาได้ ถ้ามีมากเกินไปจะคิดถึงตนเองน้อยไปเพราะมัวแต่ครุ่นคิดในเรื่องของคนอื่น การพัฒนาทักษะนี้คือการพยายามหลีกเลี่ยงการคิดมาก การผลัดวันประกันพรุ่ง มุ่งเน้นในการสร้างข้อบังคับ สร้างวินัยในตัวเองให้มากอย่างขึ้น

คุณลักษณะทั้ง 9 ประการนี้ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำที่ต้องการประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ 

ไปหน้าแรก  อาชีพเสริมทำเงิน


 
Design by Wordpress Theme | Bloggerized by Free Blogger Templates | coupon codes