ss

ฟรี!! สอนวิธีทำธุรกิจเครือข่ายออนไลน์และวิธีสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

Advertiserment

ดาราสาว หลิน ณุศรา เปิดตัวเบเกอรี่ขนมปังคูโรบัน สูตรพิเศษสไตล์ญี่ปุ่น

สวัสดีครับ ผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ผมขอเอาเรื่องราวการทำอาชีพเสริม อาชีพอิสระ หรือการหารายได้เสริมของเหล่าดารา นางแบบ ชื่อดังมาฝากคุณผู้อ่านกันครับ เรามาดูกันว่าเหล่าดาราเซเลบคนดังเหล่านี้เขาทำอาชีพเสริมอะไรกันบ้าง ตามมาดูกันได้เลยครับ

อาชีพเสริมดาราสาว หลิน ณุศรา ทุ่มสุดตัวกับการเปิดตัวขนมปังสไตล์ญี่ปุ่น คูโรบัน

อาชีพเสริม รายได้เสริมของ ดารา หลิน นุศรา

ถ้าเอ่ยชื่อดาราสาว “หลิน ณุศรา ประวันนา” หลายคนรู้จักเธอในบทบาทนักแสดงแถวหน้าในบทบาทต่างๆ ที่ทางผู้จัดละครได้มอบหมายให้ แต่ถึงกระนั้นอาชีพนักแสดงคงจะไม่ใช่อาชีพที่เธอยึดไปได้ตลอด ที่ผ่านมาได้เห็นดาราสาว “หลิน” คนนี้ในบทบาทของเจ้าของกิจการอยู่หลายครั้ง 

ครั้งนี้เธอได้มาสวมบทเจ้าของร้านเบเกอรี ที่สาวหลินได้ยอมทุ่มทุนลงมือเรียนการทำเบเกอรีด้วยตัวเองจากเชฟชื่อดังชาวญี่ปุ่น ที่เปิดร้านเบเกอรีย่านสุขุมวิท ชื่อ “อาจารย์อากิบัง ซัง” ซึ่งหลายคนได้ลิ้มลองรสชาติเบเกอรีของอาจารย์อาจิบังต่างชื่นชอบ เช่นเดียวกับดาราสาว “หลิน” 

“หลังจากที่ “หลิน” ทราบว่าอาจารย์ต้องการจะปิดกิจการร้านเบเกอรีในประเทศไทยก็รู้สึกเสียดาย จึงได้คิดกับเพื่อน “ตาล” “นันดา วิพัฒนาบารางศ์” ว่า ในเมื่อเป็นลูกค้าประจำของอาจารย์อยู่แล้ว ขอให้อาจารย์ช่วยสอนการทำเบเกอรีให้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะแกไม่ยอมถ่ายทอดสูตรให้ใคร”
       
หลินเล่าว่า เธอต้องใช้เวลาในการทำความสนิทสนมจนอาจารย์ยอมสอนให้ แต่เป็นเพียงบางสูตรเท่านั้น และถ้าเรียนแล้วรสชาติยังออกมาไม่ได้อย่างที่ต้องการ อาจารย์แกจะไม่ยอมให้ผ่านไปง่ายๆ จะต้องทำจนกว่าจะได้เบเกอรีรสชาติอย่างที่อาจารย์ต้องการ ซึ่งหลินและเพื่อนได้เรียนจนอาจารย์ ยอมให้เรานำเบเกอรีออกมาขาย ภายใต้ชื่อร้าน “Tasty Pastry” 

 จุดเด่นของ Tasty Pastry อยู่ที่การเลือกวัตถุดิบ เพราะคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญต่อการเลือกวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ขนมปัง ที่ญี่ปุ่น เรียกว่า Bun ซึ่งเป็นขนมปังที่นุ่มและฟูตลอด ไม่ว่าจะบีบให้แบนอย่างไรก็จะกลับมานุ่มและฟูอย่างเดิม และที่สำคัญคือเป็นขนมปังเพื่อสุขภาพ เพราะจะใช้แค่นมสดแทนการใช้นมผง และไม่ใส่เบกกิ้งโซดา
       
ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่ขนมปังบันเท่านั้นที่อาจารย์อากิบังให้ความสนใจ และใส่ใจในเรื่องของการเลือกวัตถุดิบ เบเกอรี หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทางร้านเลือกก็จะเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ เช่น พุดดิ้ง (Nameraka Pundding) เป็นพุดดิ้งที่เลือกใช้แต่วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติล้วน หรือชีสเค้ก จะเป็น Sofe Cheesecake หรือถ้าเป็นเครื่องดื่ม มีชาข้าว ที่ชื่อว่า มูงิชา เป็นชาที่ไม่มีส่วนผสมของกาเฟอีน ช่วยแก้ร้อนใน อย่างชาข้าว หรือชาเขียว (เลือกใช้ชาเขียวคุณภาพดี) ต้องนำเข้าวัตถุดิบมาจากประเทศญี่ปุ่น 

ในส่วนของขนมปัง จะทำออกมา 2 รสชาติ คือ ชิโรบัน ขนมปังสีธรรมชาติ ส่วน คูโรบัน จะเป็นขนมปังสีดำ มีส่วนผสมของผงโกโก้ ซึ่งทั้งสองชนิดจะเป็นขนมปังที่ไม่มีใส่ รสชาติจะออกเป็นขนมปังมีรสชาติหวานธรรมชาติของนม และผงโกโก้ หลังจากได้มาทดลองตลาดครั้งแรกที่สถานีรถไฟฟ้า MRT และออกงานที่เมืองทองธานีเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับที่ดีมาก หลายคนที่ไม่เคยกินก็ชื่นชอบ แต่สำหรับคนที่เป็นลูกค้าของอาจารย์ได้มีทางเลือก โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปซื้อที่ร้านสุขุมวิท ราคาของชิโรบัน และคูโรบัน ขายเป็นคู่ คู่ละ 30 บาท
       
หลินเล่าถึงแนวทางในการทำตลาด Tasty Pastry มีแผนที่จะเปิดร้านที่ คริสตัลพาร์ค เลียบทางด่วนรามอินทรา เป็นลักษณะของ take home ซึ่งตอนนี้คงเปิดร้านหลายแห่งไม่ได้ เนื่องจากในส่วนของการผลิตทุกอย่างต้องทำกันเอง โดยอาจารย์อากิบังก็ยังคงไม่ปล่อยให้เราทำตามลำพัง ก็ยังต้องอยู่ในการดูแลควบคุมการผลิต และอาจารย์เน้นเรื่องของความสดใหม่ และวัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นก็จำเป็นจะต้องทำแบบวันต่อวัน และหลินเองก็ลงไปช่วยมากไม่ได้เพราะยังติดถ่ายละคร ก็คงต้องอาศัยเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนและคนในครอบครัวช่วยกันทำ 

หลินทิ้งทายไว้ว่า เวลานี้หลินก็ยังมีผลงานละคร อย่างล่าสุดมี 3 เรื่อง สายลับสามมิติ หลานสาวนิรนาม และ บุษบาหน้าตลาด ทำให้คนยังจำหลินได้อยู่ ดังนั้น ช่วงนี้ ถ้าทำธุรกิจอะไรภาพการเป็นนักแสดงที่คนรู้จักช่วยโปรโมตกิจการของเราได้อีกทางหนึ่ง แต่สำหรับร้านเบเกอรี Tasty Pastry หลินมั่นใจว่าจะไปได้ เพราะไม่ใช่แค่ตัวหลิน แต่เป็นเรื่องของรสชาติ และคุณภาพของขนมที่เราใส่ใจ และตอบโจทย์ของคนรักษ์สุขภาพได้

และนี่คือเรื่องราวของดารานางแบบชื่อดัง หลิน ณุศรา ที่เอาเวลาว่างมาทำอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัวอีกทางหนึ่ง ครับ







สรุปบทความจาก www.manager.co.th/smes/default.html

       

เผยประสบการณ์ปลูกตะไคร์ เงินล้าน จากหนุ่มวิศวกรเงินแสนสู่เกษตรกรเงินล้านเต็มขั้น

เผยประสบการณ์ปลูกตะไคร์ เงินล้าน จากหนุ่มวิศวกรเงินแสนสู่เกษตรกรเงินล้านเต็มขั้น

สวัสดีครับเพื่อน ๆ วันนี้ผมไปเจอเรื่องราวดี ๆ ของคนสู้ชีวิตที่ดำเนินชีวิตการทำงานแบบพลิกขั้วกลับด้านอย่างไม่น่าเชื่อ จากหนุ่มวิศวกรเงินเดือนเฉียดแสน หันเหสู่อาชีพเกษตรกรปลูกตะไคร้เงินล้าน กับพื้นที่กว่า 100 ไร่ เขาเป็นใครและทำได้อย่างไร มาติดตามกันได้เลยครับ

 'ตะไคร้' พืชผักที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน เพราะด้วยสรรพคุณมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยบำรุงธาตุ ขับเหงื่อ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการนอนไม่หลับ อื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ตะไคร้ได้ถูกจัดอยู่ในหนึ่งของสมุนไพร ที่แพทย์แผนไทยนำมาใช้ช่วยบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆ


วันนี้ไม่ได้มาพูดถึง ผลิตภัณฑ์จากตะไคร้ แต่กำลังพูดถึงเกษตรกรที่ปลูกตะไคร้ เพราะที่ผ่านมาตะไคร้เป็นหนึ่งในพืชผักสมุนไพรที่มีการส่งออกอยู่ในอันดับต้นๆ ดังนั้น ความต้องการของตลาดจึงมีสูง ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกตะไคร้กันมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง และหนึ่งในนั้น กำลังพูดถึงหนุ่มวิศวกรที่ผันตัวเองออกมาทำการเกษตร และเขาก็เลือกปลูกตะไคร้บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ 

        ทั้งนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า วิศวกรเงินเดือนเฉียดแสน แต่เลือกมาปลูกตะไคร้ เขาคิดอย่างไร และเขาคิดผิดหรือถูก วันนี้เราจะมาฟัง “คุณพยนต์ มูลเกิด” ได้เล่าให้ฟังถึงแนวคิดที่หันมาทำการเกษตร และเลือกปลูกตะไคร้บนพื้นที่กว่า 100 ไร่นั้น คุ้มหรือไม่ กับพืชที่เกษตรกรมองว่าเป็นพืชผักราคาถูก ปลูกแล้วโอกาสรวยยาก


“พยนต์” เล่าว่า ได้เริ่มต้น ปลูกตะไคร้จากความคิดที่ว่า เป็นพืชที่ปลูกง่าย ปลูกอย่างไรก็ได้กิน และตลาดก็ไปได้ เพราะจากการสำรวจที่ตลาดสด ตะไคร้ก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่ แม้ว่าราคาจะไม่ได้สูงมากนัก ในช่วงบางเวลาถือว่าต่ำกว่าพืชผักอื่นๆ เพราะโดยส่วนตัวครอบครัวของผมทำการเกษตรอยู่แล้ว โดยก่อนหน้านี้ก็ทำสวนส้มรังสิต แต่พอเจอปัญหาน้ำท่วม ผลผลิตเสียหายหมด เลยเลิกปลูก ซึ่งผมเองก็ทำงานประจำอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง เรียนจบด้านวิศวกรรม และทำงานด้านนี้มาตลอด 10 กว่าปี ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ต้องอยู่กับปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 ออกมาทำงาน รู้สึกเบื่อหน่าย มองว่างั้นลองกลับมาทำการเกษตรที่บ้าน เพราะเราก็พอมีพื้นที่ของครอบครัวอยู่แล้ว ก็น่าที่จะปลูกอะไรขายได้ 

ทั้งนี้ ที่สำคัญบ้านซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับตลาดขายส่งสินค้าเกษตร อย่าง "ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง" สามารถที่จะนำสินค้าเกษตรของเราไปส่งขายเองได้โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ราคาจะสูงกว่าเกษตรกรที่ต้องมีคนกลางไปรับซื้อ และที่เลือกปลูกตะไคร้ เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก และที่สำคัญไม่ต้องพึ่งยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีอะไรมากนัก จึงตัดสินใจปลูกตะไคร้
       
หลังจากตัดสินใจปลูกตะไคร้ และนำตะไคร้ไปขายที่ตลาดไท ตรงจุดนี้เองทำให้ได้รู้จักกับโรงงานที่รับตะไคร้ส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่หลายโรงงานและมีความต้องการตะไคร้อยู่อีกเป็นจำนวนมาก ตรงจุดนี้เอง ทำให้ตัดสินใจเช่าพื้นที่รังสิตคลอง 13 จำนวน 100 ไร่ ปลูกตะไคร้ เพื่อป้อนให้โรงงานที่ส่งออกตะไคร้ ปัจจุบันมีลูกค้าที่เป็นโรงงานส่งออกตะไคร้ที่สั่งซื้อตะไคร้จากเราจำนวน 4 ถึง 5 โรงงาน แต่ละโรงงานจะมีความต้องการตะไคร้ วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 500-1,000 กิโลกรัม ซึ่งการจัดส่งในแต่ละโรงงานจะหมุนเวียนกันไปแต่ละวัน 

นอกจากการส่งตะไคร้ขายโรงงาน 4-5 แห่ง ยังมีลูกค้ารายอื่นๆ อย่าง ตลาดไท ซึ่งต้องใช้ตะไคร้ส่งตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง ถึงวันละ 1,000 กิโลกรัม และยังมีลูกค้าจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งสั่งตะไคร้จากเราวันหนึ่งประมาณ 1,000 กิโลกรัมเพื่อนำไปส่งขายที่ประเทศมาเลเซีย ดังนั้น ในแต่ละวันจะต้องผลิตตะไคร้ให้ได้อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3,000 กิโลกรัม ไปจนถึง 5,000 กิโลกรัม
       
สำหรับในส่วนของกำลังการผลิต บนพื้นที่ 100 ไร่นั้นผลิตตะไคร้ประมาณ 1,000 กิโลกรัม เป็นแบบสลับหมุนเวียนเพื่อให้สามารถมีตะไคร้ออกขายได้ทุกวัน และยังมีพื้นที่ของตัวเองอีก 20 ไร่ ตรงนี้ประมาณ 500-800 กิโลกรัมต่อวัน และที่เหลือเราจะใช้การรับซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้ได้จำนวนและออเดอร์ที่ต้องการในแต่ละวัน 

พอถามถึงรายได้ คุณพยนต์เล่าว่า รายได้ขึ้นอยู่กับจำนวนออเดอร์ที่สั่งในแต่ละวัน วันหนึ่งมีออเดอร์ 3,000 กิโลกรัม ขายได้กิโลกรัม 10 บาทสำหรับตลาดทั่วไป แต่ถ้าเป็นโรงงานจะให้ 15 บาท ดังนั้น รายได้ ต่อวันประมาณ 30,000 บาท ถึง 50,000 บาท กำไร หักค่าคนงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ค่าขนส่ง ปุ๋ยเคมีบ้างเล็กน้อย เพราะส่วนใหญ่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งผลิตเอง และค่าเช่าที่ไร่ละ 2,500 บาทต่อปี ดังนั้น หักค่าใช้จ่ายเหลือกำไรประมาณ 50% ซึ่งถ้าเป็นรายได้ต่อเดือนประมาณ 200,000 บาท ถึง 300,000 บาท ต่อปีรายได้รวมหลักล้านบาท แน่นอนเป็นรายได้ที่มากกว่าการทำงานประจำ การตัดสินใจลาออกจากงานและมาทำในครั้งนี้ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
       
“พยนต์” บอกถึงราคาตะไคร้ว่า เหมือนพืชผักอื่นๆ ราคาไม่แน่นอน เพราะถ้าเป็นช่วงที่ตะไคร้ไม่โตอย่างช่วงหน้าแล้ง ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ราคาสูงขึ้น บางครั้งเคยสูงถึงราคากิโลกรัมละ 25 บาท ช่วงนั้นจะได้กำไรเพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจากเราผูกขาดกับโรงงาน สิ่งสำคัญคือ ต้องมีสินค้าป้อนให้โรงงานตลอดไม่ว่าจะเป็นช่วงฤดูไหน ด้วยเหตุนี้เอง จึงจำเป็นที่จะต้องหาเครือข่าย โดยเราจะหาเกษตรกรที่ปลูกตะไคร้ในพื้นที่ใกล้ๆ โดยไปรับซื้อตะไคร้ถึงไร่ พร้อมกับนำคนงานไปทำตะไคร้ถึงที่ ซึ่งเกษตรกรทำหน้าที่ปลูกอย่างเดียวที่เหลือ เราจะจัดการให้เสร็จ ส่วนราคาซื้อจากเกษตรกร ในช่วงปกติกิโลกรัมละ 7-8 บาท แต่ถ้าราคาเพิ่ม เราก็เพิ่มให้ตามราคาที่พ่อค้าทั่วไปซื้อ 

ส่วนตะไคร้ ที่ปลูกเลือกตะไคร้พันธุ์เกษตร เพราะมีลำต้นที่อ้วนอวบ เป็นที่ต้องการของตลาด และโตเร็ว ปลูกง่าย เพราะการส่งขายให้โรงงานที่ส่งออกตะไคร้จะต้องคัดเกรดตะไคร้ ได้ขนาดอย่างที่ต้องการ และต้องลดการใช้สารเคมี ใช้ได้ในปริมาณที่กำหนดเท่านั้น ซึ่งเกษตรกรที่เป็นเครือข่ายก็ต้องปฏิบัติตามด้วยเพื่อจะได้มาตรฐานคุณภาพเดียวกัน
       
และนี่ก็เป็นตัวอย่างของคนสู้ชีวิต รู้จักคิดและพลิกแพลงการทำการเกษตรให้ได้ผลผลิตอย่างงดงาม และความขยันอดทนก็ก่อให้เกิดความสำเร็จได้อย่างสวยงามครับ

ไปหน้าแรก  อาชีพเกษตรทำเงิน


ที่มา www.manager.co.th

อาชีพอิสระเกษตรกรรุ่นใหม่ สถิตย์ ศรีใส กับการปลูกเมล่อนเงินล้าน

“เมล่อน” ถือเป็นราชินีแห่งพืชตระกูลแตง โดยเมล่อนที่พบเห็นทั่วไป สามารถแบ่งชนิดของเมล่อนออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ตามลักษณะของผล คือ

- หนึ่ง “ร็อคเมล่อน” เป็นเมล่อนที่มีลักษณะของเปลือกภายนอกแข็ง มีลายขรุขระเล็กน้อย
- สอง “เน็ตเมล่อน” เป็นเมล่อนที่มีลักษณะของเปลือกมีลายร่างแหแผ่คลุมเปลือกด้านนอกไว้ 
- สาม “เมล่อนผิวเรียบ” หรือที่นิยมเรียกกันว่า แคนตาลูป

ส่วนรูปแบบการปลูกเมล่อน หรือ แคนตาลูป ที่นิยมปลูกในบ้านเรานั้นมี 3 แบบ คือ ปลูกในถุง (มีค้าง), ปลูกในแปลง (มีค้าง), และปลูกบนดิน (ไม่ต้องมีค้าง ปล่อยให้เลื้อยไปบนพื้นดิน)

อาชีพเสริมอาชีพอิสระ ปลูกเมล่อนเงินล้าน


เมล่อน หรือแคนตาลูปนั้น ถือเป็นผลไม้ที่มีมูลค่าสูง แต่ก็เป็นพืชที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด มีโรคและแมลงศัตรูคอยทำลายทุกระยะของการเจริญเติบโต

ด้วยเป็นพืชอายุสั้น สามารถทำเงินได้เร็วสำหรับเกษตรกรผู้ปลูก ทำให้เกษตรกรมือใหม่จำนวนมากให้ความสนใจ แต่ใช่ว่าจะประสบผลสำเร็จกันทุกรายไป การปลูกเมล่อนนั้น ต้องมีความรู้ในการปลูกและการดูแลเสียก่อน และที่สำคัญคือ การเอาใจใส่ดูแลรักษา

อาชีพเสริมอาชีพอิสระ ปลูกเมล่อนเงินล้านคุณสถิตย์ ศรีใส บ้านเลขที่ 67 หมู่ที่ 9 ตำบลวังศาล อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (096) 079-6219 ชายหนุ่มที่จบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยนเรศวร คณะเกษตรศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นสาขาที่เรียนมาทางด้านตัดแต่งพันธุกรรมพืช แต่มีความสนใจที่จะปลูกเมล่อน แม้จะไม่ได้จบมาทางด้านพืชสวนโดยตรง ปัจจุบันถือได้ว่า ชายผู้นี้เป็นคนหนึ่งที่ประสบผลสำเร็จในการปลูกเมล่อนระดับแนวหน้าของประเทศ

คุณสถิตย์ เริ่มจากกู้เงินมาลงทุน เป็นหนี้นับล้านบาท เพียง 1 ปีเศษ ก็สามารถปลดหนี้ได้จากการปลูกเมล่อนในโรงเรือง เพียง 10 โรงเรือน โดยใช้แรงงานเพียงตนเอง และคุณพ่อ คุณแม่ เท่านั้น แต่มีรายได้ต่อเดือน เฉลี่ย 100,000 บาท

คุณสถิตย์ เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วว่า รู้จักเมล่อนจากการที่มีโอกาสไปฝึกงานสมัยเรียนตอนปี 4 ที่สวนเมล่อนไฮโดรกรีนฟาร์ม อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ฝึกงานอยู่ที่นั่น ราว 4 เดือน ก็ได้เรียนรู้การปลูกเมล่อนมาจากที่นั้น ซึ่งจุดประกายความคิดที่อยากจะปลูกเมล่อนให้กับตนเอง

หลังเรียนจบ ก็คิดจะมาต่อยอดความรู้ที่ได้มาจากการฝึกงานในครั้งนั้น จบมาก็มาช่วยที่บ้านทำนา และปลูกผักทั่วไป ราว 2 เดือนได้ ต่อมาก็มีรุ่นพี่ที่เคยทำงานที่สวนเมล่อนไฮโดรกรีนฟาร์ม ออกจากงานมาชักชวน

“ตนเองที่ยังว่างงานอยู่ ไปขายปุ๋ย ขายยา ตนเองก็ลองไปทำดู ทำได้เพียงเดือนเดียวก็ขอลาออก เพราะคิดว่าตนเองไม่ชอบ และรุ่นพี่คนเดิมก็ได้ลาออกมาพร้อมกัน ซึ่งตัวรุ่นพี่เองก็มีทุนอยู่ก้อนหนึ่ง รุ่นพี่ก็มาทำโรงเรือนปลูกเมล่อนก่อนตนเองสัก 1 ปี ตนเองก็สนใจที่อยากจะทำโรงเรือนปลูกเมล่อนบ้างเหมือนกัน ในช่วงนั้นก็พยายามขอเงินทุนจากทางบ้าน”

ซึ่งทางบ้านก็เห็นใจ เห็นว่ามีความตั้งใจ ก็ได้ให้เงินทุนก้อนแรกมา 200,000 บาท ซึ่งคุณสถิตย์ คิดว่าคงจะพอ แต่พอเอาเข้าจริงๆ เงินจำนวนดังกล่าวนั้น เอามาปรับพื้นที่และเจาะน้ำก็หมดแล้ว ยังไม่ได้ปลูกเมล่อนเลย ก็ปรึกษาทางบ้านเพื่อจะขอกู้เงินจาก ธ.ก.ส. เพิ่ม โดยกู้เพิ่มอีก 400,000 บาท มาซื้อเหล็ก และระบบน้ำก็สร้างโรงเรือนได้แค่ 2 โรงเรือน เท่านั้น

“ผมมาคิดดูว่า ถ้าปลูกเมล่อนเพียงแค่ 2 โรง คงเสียเวลา ผลผลิตคงไม่มีปริมาณพอที่จะป้อนตลาด และคงไม่คืนทุนในเวลาอันสั้นเป็นแน่ จึงปรึกษาทางบ้าน ทางบ้านก็ให้เงินมาอีกก้อนหนึ่ง ราวๆ 300,000 บาท เพื่อจะขยายจำนวนโรงเรือน ให้เป็น 5 โรง พอปลูกเมล่อนได้สัก 6 เดือน ก็สามารถส่งตัวเองได้ มีรายได้เข้ามาจากการขายผลผลิต ก็ขยายเพิ่มอีก 5 โรง เป็น 10 โรงเรือน”

เหตุผลการขยายโรงเรือน จาก 5 โรงเรือน เป็น 10 โรงเรือน นั้น คุณสถิตย์บอกว่า ถ้าปลูกเพียง 5 โรงเรือน การเติบโตของสวนจะช้า แต่ถ้ามี 10 โรงเรือน การเติบโตของสวนจะเร็วขึ้น มีโอกาสคืนทุนเร็วขึ้นนั้นเอง และสิ่งสำคัญที่คุณสถิตย์มั่นใจคือ เรื่องของตลาดและราคาประกัน

“ที่เรามีเครือข่าย ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ทำตลาดไว้ให้ จัดการเรื่องของระบบการปลูก และการตลาดให้ ทำให้ตนเองมั่นใจมากที่กล้าที่จะลงทุนเพิ่ม จากที่ตนเองปลูกเมล่อนมา 2 ปี ยังมองว่าตลาดเมล่อนยังไปอีกไกลมาก และราคาดีมาโดยตลอด”

คุณสถิตย์ กล่าวต่อไปว่า ตอนนี้อาจจะมองว่า มีคนปลูกกันมาก ที่ไหนก็ปลูกเมล่อนกัน แต่คนที่จะประสบความสำเร็จนั้น ถือว่ายังมีน้อยมาก การปลูกเมล่อนในโรงเรือนนั้น เกษตรกรเห็นคนอื่นทำแล้วดี ก็ทำตามกัน แต่ยังขาดความรู้เรื่องการปลูกเมล่อน ซึ่งจริงแล้ว พืชอย่างเมล่อน ถือเป็นพืชปราบเซียนอย่างหนึ่งของพืชตระกูลแตง

ถ้าปลูกแบบไม่มีความรู้เลยนั้น จัดการโรงเรือนไม่เป็น โอกาสขาดทุนเสียหายมากเช่นกัน อย่างที่ทราบ แม้เมล่อนนั้นจะเป็นพืชอายุสั้น ต้องการดูแลเอาใจใส่ค่อนข้างมาก

อย่างตัวคุณสถิตย์เอง ใช้เวลาตรวจแปลง 3 เวลา ต่อวัน คือ เช้า ตั้งแต่ 06.00 น. -กลางวัน-เย็น ในทุกๆ วัน ซึ่งคุณสถิตย์ จะต้องเดินดูทุกต้นเมล่อน เพื่อสำรวจว่ามีโรคหรือแมลงทำลายบ้างหรือไม่ เพื่อจะหาทางป้องกันและแก้ไขได้ทันเวลา

“ยกตัวอย่าง เราเห็นเพลี้ยไฟ 1 ตัว หากเกิดการทำลายขึ้น คิดเสียว่าเราต้องถอนต้นเมล่อนทิ้ง 1 ต้น ก็ทิ้งผลเมล่อนไป 1 ผล ซึ่ง 1 ผล ก็ราคาร้อยกว่าบาทแล้ว เราคิดอย่างนั้นเราก็จะเสียดาย” คุณสถิตย์ กล่าว

ลงทุนระยะยาว 1,500,000 บาท โรงเรือน 10 โรง

“อย่างตัวผมเป็นหนี้ หรือลงทุนไปเกือบ 1,500,000 บาท โดยมีโรงเรือน 10 โรงเรือน ถ้า 1 ปีเศษ ผมทำได้ก็ถือว่าผมได้ทุนคืน ส่วนปีต่อๆ ไป ก็ถือว่าเป็นกำไรของผม เพราะโรงเรือนถือว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ระยะยาวนับสิบปี ซึ่งผมก็สามารถทำได้ ปลดหนี้หมดภายในเวลาปีเศษเท่านั้น”

“แต่ถ้าหากเล่าย้อนกลับไปแรกๆ ในการทำเมล่อนของตนเอง เป็นช่วงเวลาที่ยาก และลำบากมาก คุณแม่แทบจะไม่คุยกับผมเลย เพราะคุณแม่คงกังวลและเป็นห่วงผม เพราะเห็นว่าลงทุนสูงมาก เห็นว่าเราเองก็เพิ่งเรียนจบมาใหม่ ยังไม่มีประสบการณ์ และมีความกดดันค่อนข้างสูงจากสังคมรอบด้าน เพราะเรามาปลูกเมล่อนบนพื้นที่ที่ไม่มีคนทำมาก่อน เป็นพืชใหม่สำหรับคนที่นี่ และดินที่นี่จะเป็นหินเสียมากกว่าดินด้วยซ้ำ แค่ปลูกต้นไม้ทั่วไปก็ยังไม่ค่อยจะโตแล้ว ซึ่งคนรอบข้างเขาไม่เข้าใจว่านั้นจะปลูกพืชในโรงเรือน ไม่ได้ปลูกบนดิน” คุณสถิตย์ กล่าว

ส่วนตัวคุณสถิตย์เอง ก็อยากพิสูจน์ให้เขาเห็นด้วย ในช่วงแรกๆ ของการเริ่มต้น ผมไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว ในช่วงที่รอผลผลิต ถึงขนาดต้องหาเก็บผักตามรั้ว ไปหาปลาตามหนองน้ำ กินข้าวกับพริกป่นบ้าง

“ในตอนนั้นเป็นช่วงที่จะพิสูจน์ตัวเองด้วย จึงไม่อยากรบกวนทางบ้านมากนัก แต่เมื่อผลผลิตเมล่อนรุ่นแรกได้ขาย ตอนนั้นก็ถือว่าเกินคาดเหมือนกัน อย่างผลผลิตเมล่อนของรุ่นพี่ผมขายต่อโรงเรือน จะได้เงินราว 30,000-35,000 บาท แต่ของผมที่โรงเรือนเล็กกว่า และจำนวนต้นน้อยกว่า แต่ตอนนั้นผมขายได้ราคาถึง 42,000 บาท ต่อโรงเรือน”

นั่นจึงทำให้ครอบครัวของคุณสถิตย์ยิ้มได้ ที่มองเห็นเงินแสนจากการขายเมล่อน ถ้าหักค่าใช้จ่ายต้นทุนต่อการปลูกเมล่อนต่อรุ่น ต่อโรงเรือน นั้น หักแบบเยอะๆ แบบเต็มที่เลย คือ 10,000 บาท ที่เหลือก็คือกำไร ต่อรุ่น ต่อโรงเรือน ระยะเวลา 75-80 วัน เท่านั้น

“อย่างตอนนี้ผมมีโรงเรือนปลูกเมล่อน 10 โรงเรือน โดยต่อเดือนผมจะวางแผนให้มีผลผลิตเก็บ 4 โรงเรือน รายได้ผมจะมีเข้ามาต่อเดือน โรงเรือนละ 30,000-35,000 บาท ซึ่งหักต้นทุน หักผลผลิตเสียหายแล้ว ซึ่ง 4 โรงเรือน ก็จะได้เงินต่อเดือน ราว 120,000 บาท”  คุณสถิตย์ กล่าว

ปลูกเมล่อน 500 ต้น ต่อโรงเรือน

ในการปลูกเมล่อน คุณสถิตย์ กล่าวว่า โดยจะปลูก 4 แถว ซึ่งปลูก 1 แถว จะเรียงถุงปลูกได้ 125 ต้น โดยก่อนหน้านี้ ได้ใช้ระยะปลูก 5 แถว ซึ่งดูแล้วบังแสงแดดกัน เลยปรับเปลี่ยนให้เป็น 4 แถวปลูก

ถุงปลูก ใช้ถุงสีขาว ขนาด 24x30 เซนติเมตร เมื่อเรียงถุงแบบชิดกัน จะได้ระยะปลูกระหว่างต้น ราว 25 เซนติเมตร การเลือกใช้ถุงปลูกแบบสีขาว คุณสถิตย์ บอกว่า หลายท่านคงสงสัย เพราะปกติจะเห็นถุงปลูกจะมีสีดำ หรือเรามักเรียกถุงดำ สาเหตุที่เลือกใช้ถุงปลูกสีขาว เพราะสีขาวจะไม่ดูดซับความร้อนมากเหมือนถุงสีดำ การที่ถุงดำมีความร้อนมากๆ ก็จะส่งผลทำลายรากของเมล่อนที่ค่อนข้างบอบบาง ลักษณะจะเหมือนรากเมล่อนโดนน้ำร้อนลวก ส่งผลต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะยิ่งหน้าร้อน อากาศร้อนมากๆ ระบบรากเมล่อนที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบเป็นส่วนใหญ่ จะเสียหายเน่าอย่างชัดเจนเลย

“แต่ถุงสีขาวก็ยังมีปัญหาความร้อนบ้างเหมือนกัน เราก็อาศัยประสบการณ์ เจาะรูถุงให้มากขึ้น เจาะรูด้านล่างและด้านข้าง เพื่อให้ระบายน้ำ ระบายความร้อนได้ดีขึ้น อากาศถ่ายเทได้ดี และเป็นการเพิ่มออกซิเจนให้ราก และเราต้องช่วยลดอุณหภูมิให้ถุงปลูก ให้ความร้อนของแกลบดำ หรือแกลบเผาที่เราใช้เป็นวัสดุปลูกล้วนๆ ให้ไม่ร้อนจนเกินไป ด้วย แล้วการจัดวางถุงในตำแหน่งที่ต้องการปลูกให้แน่นอน หลังจากลงมือปลูกต้นกล้าแล้ว ไม่ควรย้ายตำแหน่งการวางถุงอีกเด็ดขาด เพราะการย้ายถุงอาจกระทบกระเทือนรากหรือเถาได้”

ควบคุมความชื้น สำคัญมาก

การควบคุมความชื้น หรือการควบคุมการให้น้ำ ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญมาก คุณสถิตย์ให้ข้อมูลว่า เมล่อน ชอบความชื้นในดินสูง ถ้าขาดน้ำ หรือน้ำไม่พอ และถ้าน้ำมากเกินไป หรือแฉะ ต้นจะชะงักการเจริญเติบโต

การให้ด้วยระบบน้ำหยด ซึ่งจะทำให้ดินปลูกชุ่มชื้นตลอดเวลา จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด  โดยอุปกรณ์ระบบน้ำ เช่น สายยางที่ใช้เสร็จทุกครั้ง สายยางและหัวน้ำ จะต้องเอามาตากแดด เพราะเมื่อสายยางและหัวน้ำแห้ง ก็จะเอามาเคาะเศษผงสนิมออก เพื่อไม่ให้หัวน้ำและสายยางตัน เนื่องจากน้ำที่ฟาร์ม จะเป็นน้ำสนิมแดง

“อีกวิธี ทุกครั้งที่จะเริ่มการเพาะปลูกใหม่ คุณสถิตย์จะใช้กรดไนตริก หรือ กรดดินประสิว ซึ่งเป็นกรดแก่ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อได้ดี จึงเป็นที่นิยมนำมาใช้ประโยชน์มากในทางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และการฆ่าเชื้อ รวมถึงการนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก"

คุณสถิตย์ จะปล่อยกรดไนตริก เข้าระบบน้ำเพื่อล้างขี้ตะไคร่ เศษผงสนิมที่อุดตันระบบน้ำ ก่อนทำการเพาะปลูกทุกครั้ง ทั้งนี้ เพราะถ้าระบบน้ำตัน ก็ส่งผลต่อเมล่อนในการรับปุ๋ย รับน้ำที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้คุณภาพผล เช่น ขนาดผล ความหวาน ไม่สม่ำเสมอ เป็นต้น

สำหรับสายพันธุ์เมล่อนที่คุณสถิตย์ปลูก มี 2 สายพันธุ์หลัก คือ

หนึ่ง สายพันธุ์เนื้อสีส้ม พันธุ์ “พอท ออเร้นจ์” อายุสั้น แม้การต้านทานต่อโรคต่ำ แต่ถ้ามีการจัดการที่ดี พันธุ์นี้จะให้ผลผลิตต่อต้น หรือต่อไร่สูง น้ำหนักผลดี รสชาติดีมาก คุณภาพความหวานสูง เนื้อนิ่ม และกลิ่นหอม ถูกปากคนรับประทาน

“ตลาดชอบพันธุ์นี้ถ้าเป็นเนื้อสีส้ม อีกอย่างด้วยกระแสเนื้อสีส้ม คนที่ทานเนื้อสีเขียวบ่อยๆ ก็อยากทดลองทานเมล่อนเนื้อสีส้มบ้าง ที่ฟาร์มจึงต้องผลิตเมล่อน 2 สี เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด” คุณสถิตย์ กล่าว

สอง เนื้อสีเขียว พันธุ์ “กรีนเนต” ที่โดดเด่นเรื่องรสชาติหวานจัด เนื้อกรอบ และมีกลิ่นหอม โดยสายพันธุ์ พอท ออเร้นจ์ และ กรีนเนต จะมีตาข่ายที่ผิว ทั้ง 2 สายพันธุ์

“ส่วนเรื่องของเมล็ดพันธุ์เมล่อน ก็เป็นเมล็ดนำเข้า ที่ทางอาจารย์ที่เป็นคนจัดการในเรื่องของการตลาด จะเป็นคนจัดหาเมล็ดพันธุ์ และปุ๋ยมาให้ เครือข่ายลูกไร่ โดยเมล็ดพันธุ์ตอนนี้ ราคาอยู่ที่ 7-10 บาท ต่อเมล็ด” คุณสถิตย์ กล่าวทิ้งท้าย



ที่มา matichon.co.th

สุดยอดเกษตรเงินล้าน ปลูกมะละกอ 8 ไร่ เก็บ 4 เดือนฟันเงินเกือบล้าน

เปิดเทคนิคการปลูกมะละกอให้ดกแบบคุณภาพ 8 ไร่ เก็บครั้งละ 3-4 ตัน ฟันเงินกว่า 2.5 แสน ในช่วงเวลา 2 เดือน เก็บ 4 เดือน ฟันเกือบล้าน

เรียกว่าสร้างความฮือฮาแบบไลท์ถล่มทลายในกลุ่มเกษตรก้าวใหม่ใน Facebook หลังจากที่ได้เห็นความดกแบบอลังการของมะละกอสวนนี้ ทำให้หลายคนอยากรู้เทคนิคการทำมะละกอให้ติดดกแบบคุณภาพ เพราะนั่นหมายถึงปริมาณผลผลิตที่สูงมากๆ แม้ราคามะละกอในช่วงนี้อาจไม่สูงมากนักแต่จากผลผลิตที่ดกเต็มคอและคงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตไปได้อีกยาวนานก็คงจะทำเงินให้กับสวนนี้ได้อีกไม่น้อยทีเดียว ขนาดมะละกอราคาไม่ค่อยดีแต่เพียงระยะเวลา 2 เดือนกว่าที่เก็บผลผลิตก็สามารถทำเงินได้มากกว่า 2.5 แสนบาท หากราคามะละกอสูงกว่านี้ คงฟันเงินไปมากกว่านี้อย่างแน่นอน

อาชีพเสริม อาชีพอิสระเกษตรพอเพียง มะละกอเงินล้าน

ทำสวนมะละกอครั้งแรก...หลังวิกฤติอ้อยตกต่ำ

ไม่น่าเชื่อว่า มะละกอคุณภาพขนาดนี้จะเป็นการทำสวนมะละกอครั้งแรกของเด็กหนุ่มไฟแรงมากความสามารถที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยมาได้ไม่กี่ปี คุณปรีชา กาละวัย เจ้าของสวนมะละกอปรีชา บอกกับเราว่า นี่เป็นสวนมะละกอแปลงแรกของเขา เพราะอาชีพดั่งเดิมของครอบครัวก็คือการทำอ้อยและรับโควตาซื้ออ้อยเข้าโรงงานปีหนึ่งกว่า 4-5 พันตันหรือคิดเป็นปริมาณพื้นที่ปลูกก็ร่วม 500 กว่าไร่ 

แต่ในช่วงปีหลังๆ มานี้ธุรกิจอ้อยที่เคยเป็นรายได้หลักของครอบครัวและเป็นรายได้ที่สร้างฐานะให้กับครอบครัวกลับกลายเป็นพืชที่สร้างหนี้ก้อนโตสะสมขึ้นเรื่อยๆ จากทั้งสภาวะฝนแล้ง อ้อยขาดน้ำ ผลผลิตเสียหาย ราคาอ้อยที่ตกต่ำ ขาดทุนต่อเนื่องและสะสมมาตลอดหลายปี ยิ่งทำมากยิ่งขาดทุนมาก 

คุณปรีชาเองเรียนจบด้านวิทยาการ คอมพิวเตอร์ จาก ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และมาทำงานกับบริษัทเอกชนในกรุงเทพฯ ในตำแหน่ง System Engineer บริษัท แวลู เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ก่อนหน้านี้เขาบอกว่าไม่เคยรับรู้ปัญหาของทางบ้าน แต่เมื่อได้รับรู้เขาจึงคิดโจทย์ใหญ่ที่จะมาแก้วิกฤตินี้ให้ได้ เขาศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลด้านเกษตรจากหลายช่องทางทั้งอินเตอร์เน็ต หนังสือเกษตร(ดีใจค่ะที่ รักษ์เกษตร คือหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่มีส่วนสร้างแรงบันดาลใจและเป็นแหล่งข้อมูลของเขา) รวมทั้งการเดินทางไปดูสวนจริง จนในที่สุดเขาตัดสินใจเลือกมะละกอพืชที่เขามองว่าปลูกไม่ยาก ดูแลไม่มาก ช่วงวันธรรมดาก็ให้ครอบครัวดูแลได้ แต่เสาร์-อาทิตย์เขาก็กลับมาช่วยดูแลได้ อีกทั้งเป็นพืชที่มีแนวโน้มทางการตลาดที่ดี ผลตอบแทนสูง ที่สำคัญ กาญจนบุรีเป็นแหล่งใหญ่ของการปลูกมะละกออยู่แล้ว การหาแม่ค้ารับซื้อผลผลิตในวันเก็บเกี่ยวจึงไม่น่าจะใช่เรื่องยาก
อาชีพเสริม อาชีพอิสระเกษตรพอเพียง มะละกอเงินล้าน

พื้นฐานดินที่ดี สมบูรณ์ คือส่วนสำคัญของผลผลิตที่ดี

หลังจากที่ตัดสินใจแล้วคุณปรีชาก็เตรียมแปลงโดยเลือกพื้นที่ใกล้บ้านจำนวน 8 ไร่ มาปลูกมะละกอฮอลแลนด์ ซึ่งความได้เปรียบของที่ดินแปลงนี้ก็คือ การมีแหล่งน้ำที่เพียงพอจากบ่อบาดาล อยู่ใกล้บ้าน การดูแลสะดวก ที่สำคัญสภาพพื้นดินสมบูรณ์มากๆ จากการที่ที่ดินแปลงนี้เคยปลูกอ้อยมาก่อนและมีการบำรุงดินอย่างดีในช่วงที่ปลูกอ้อยซึ่งจะมีการใส่ปุ๋ยขี้ไก่อยู่ตลอดทุก 2-3 เดือน ทำให้สภาพโครงสร้างของดินที่นี่จัดว่าดีเลยทีเดียว ดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธาตุอาหาร เมื่อสภาพโครงสร้างพื้นฐานของดินที่ดีเมื่อใส่ปุ๋ยเคมี ต้นพืชก็ดูดปุ๋ยไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ถึงแม้กระนั้นก่อนปลูกเขาก็ยังรองพื้นขี้ไก่ไปอีกหลายร้อยกระสอบ

เทคนิคการทำให้มะละกอติดดก คุณภาพดี

หลังจากเตรียมดินดีแล้ว ก็มาเตรียมต้นกล้าที่ดีพร้อมปลูก โดยเลือกซื้อเมล็ดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ โดยมีเทคนิคการทำให้ต้นกล้างอกดี งอกสม่ำเสมอด้วยการนำเมล็ดมาแช่น้ำอุ่น 1 คืน และบ่มเมล็ดด้วยการห่อผ้าทิ้งไว้อีก 2-3 คืน เมื่อเมล็ดเริ่มงอกจึงนำมาเพาะในถุงดำ ต้นละ 3 เมล็ด แล้วคลุมพลาสติกดำไว้อีก 5 วัน เมื่อเปิดพลาสติกดำออกมาต้นกล้าจะงอกอย่างสวยงามเลยทีเดียว เมื่อต้นกล้าอายุ 45 วันจึงนำไปปลูกลงแปลง คุณปรีชาบอกว่า มะละกอแปลงนี้มีอยู่ประมาณ 1,500 ต้น ใช้ระยะปลูก 2.7x3 เมตร เมื่อต้นมะละกอออกดอกอายุ 2-3 เดือน จึงคัดเพศ เลือกต้นกระเทยไว้ ตามหลักการปลูกมะละกอทั่วไป

สำหรับการใส่ปุ๋ยช่วงแรกใส่ปุ๋ยขี้ไก่รองพื้นก่อนปลูก จากนั้นก็ให้ 15-0-0 ทุก 15 วัน หลังคัดเพศ อายุประมาณ 3 เดือน เปลี่ยนมาใส่ 8-24-24 สลับกับ 14-7-35 หรือ 15-5-20 ทุก 15 วัน ปริมาณปุ๋ยที่ให้ไม่มาก 8 ไร่ ใส่เพียง 100 กก.หรือ ปุ๋ย 2 กระสอบ นั่นเพราะสภาพโครงสร้างของดินที่ดีตั้งแต่ก่อนปลูก และเขาให้ความสำคัญอย่างมากกับโครงสร้างดินที่ร่วนซุยด้วยการใส่ขี้ไก่ทุก 2 เดือนต้นละ 2 กก./ครั้ง ซึ่งที่นี่ค่อนข้างได้เปรียบเพราะมีฟาร์มเลี้ยงไก่เยอะ คุณปรีชาจะไปเหมาเล้าเลย เล้าละ 5-6 พันบาท กรอกถุงได้ประมาณ 800-900 ถุงปุ๋ย ส่วนทางใบพ่นปุ๋ยเกร็ด 0-52-34 อัตรา 40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร สลับกับปุ๋ยเกร็ด 30-20-10 พ่นทุก 7 วันร่วมกับธาตุอาหารเสริมแคลเซียม-โบรอนที่ให้อย่างต่อเนื่อง 

เชื่อว่าไม่มีคนปลูกมะละกอคนไหนให้ปุ๋ยมากขนาดนี้อย่างแน่นอน แต่นี่คือการลงทุนที่เกินคุ้ม ส่วนโรค-แมลงก็จะควบคุมอย่างต่อเนื่อง โดยแมลงก็ใช้เพียงอิมิดาคลอพริดพ่นสลับกับคาร์โบซัลแฟน หรือถ้าเจอแมลงระบาดก็จะจัดการเป็นตัวๆไป ยากันราก็ใช้แมนโคเซ็บกับคาร์เบนดาซิมยืนพื้น มีคอปเปอร์มาพ่นสลับบ้าง และถ้ามีปัญหาก็จะว่ากันไปตามการระบาด

คุณปรีชาบอกว่า มะละกอเป็นพืชที่ลงทุนไม่สูง ขนาดเขาให้ปุ๋ยและพ่นยาอย่างเต็มที่ เมื่อเทียบกับบางแปลงที่แทบไม่ได้ใส่ปุ๋ยหรือพ่นยาเลย มะละกอ 8 ไร่นี้ยังหมดค่าปุ๋ย ค่ายาเพียงเดือนละ 10,000-12,000 บาท รวมค่าแรงแล้วเท่ากับเก็บมะละกอเพียงรอบเดียวก็คืนทุนแล้ว แต่เดือนหนึ่งเขาเก็บมะละกอตั้ง 8-10 ครั้ง โดยต้นทุนตั้งแต่ปลูกจนถึงตอนนี้ 10 กว่าเดือนเขาลงทุนไปแค่ 1 แสนบาท แต่เก็บมะละกอขายมาแล้วกว่า 2.5 แสนบาท

ความได้เปรียบของตลาดและการขายผลผลิต

ความได้เปรียบด้านตลาดของที่นี่ก็คือ กาญจนบุรีเป็นแหล่งปลูกมะละกอแหล่งใหญ่อยู่แล้ว ชาวบ้านที่นี่มีการปลูกมะละกอกันอย่างมากมาย มีคนเก่าเลิกไปก็มีคนใหม่เข้ามาปลูกแทน เป็นเช่นนี้อยู่ตลอด จึงทำให้มะละกอที่นี่มีผลผลิตต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมีผู้รับซื้อหรือรวบรวมในพื้นที่ยักษ์ใหญ่อย่าง นพยุทธ เจ้าพ่อมะละกอเมืองกาญจน์รับซื้อผลผลิตตลอดอยู่แล้ว คุณปรีชาจึงไม่ห่วงเรื่องตลาดตั้งแต่แรก ประกอบกับเชื่อมั่นว่า หากผลผลิตมีคุณภาพแม่ค้าคนไหนก็อยากซื้อ จึงทำให้มะละกอสวนปรีชามีแต่แม่ค้าเข้ามาขอซื้อผลผลิตอยู่ตลอด 

การนำผลผลิตส่งตลาดหรือนพยุทธก็ทำเพียงเก็บผลผลิตเสร็จก็นำบรรทุกใส่รถไปยังจุดรับซื้อ ทางจุดรับซื้อจะนำไปห่อกระดาษหนังสือพิมพ์และนำส่งลูกค้าอีกที โดยที่สวนจะเก็บมะละกอทุก 3-4 วัน หรือสัปดาห์ละ 2 ครั้งโดยประมาณ เดือนละ 8 ครั้ง ครั้งหนึ่งก็ประมาณ 3-4 ตัน หรือมากกว่านี้ โดยมะละกอแปลงนี้เริ่มปลูกเดือนมกราคม เริ่มเก็บผลผลิตปลายเดือนตุลาคม ช่วงแรกที่เก็บเจอราคาสูงไป 2-3 รอบ ยังได้ราคา 27-30 บาท/กก.อยู่ แต่หลังจากนั้นราคามะละกอก็ขยับลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 25 20 15 12 10 บาท/กก.

หลังจากเห็นผลตอบแทนจากมะละกอแปลงนี้คุณปรีชาก็ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอีก 16 ไร่ ตอนนี้อายุ 3 เดือนกว่าแล้ว และกำลังเพาะเมล็ดเตรียมปลูกเพิ่มอีก 20 ไร่ ด้วยความมั่นใจว่า พืชชนิดนี้ยังเป็นทางเลือกที่ดีในการสร้างรายได้ในอนาคตแม้วันนี้ราคามะละกอจะถูกกว่าทุกปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่เขายังเชื่อมั่นว่ามะละกอคือพืชทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขา เพราะมะละกอ 8 ไร่ ที่เขาปลูกลงทุนไปเพียงแสนกว่าบาท และเก็บมะละกอในช่วงที่ราคาผลผลิตไม่ดีนักแต่ในระยะ 2 เดือนกว่า มะละกอ 1,500 ต้นก็ทำรายได้ให้กับเขามากกว่า 2.5 แสนบาท ถ้าราคามะละกอดีกว่านี้เขาเชื่อว่าระยะเวลา 2 เดือนมะละกอ 8 ไร่ จะทำรายได้ให้เขาไม่ต่ำกว่า 3 แสนกว่าบาทแน่นอน และด้วยความได้เปรียบของการเป็นพืชที่ไม่ต้องดูแลมาก เพราะช่วงที่ไม่ได้เก็บมะละกอเขาก็ดูแลเองในครอบครัวเพียง 2-3 คน ช่วงเก็บผลผลิตก็จ้างแรงงานเพิ่มอีกเพียง 2-3 คน จึงเป็นพืชที่ลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น เขาบอกว่า เขาตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกเดินหน้ากับ มะละกอ

ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรืออยากไปเห็นกับตากับสามารถติดต่อได้ที่ สวนปรีชา 456 ม.5 ต.หนองกร่าง อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี 087-1658993

ไปหน้าแรก  อาชีพอิสระแก้จน

หนุ่มสาวยุคใหม่ทำไมไม่รวย 7 สาเหตุสำคัญที่จะทำให้คุณยากจนตลอดชีวิต

หากคนเรามีทุกข์ ก็ต้องแก้กันที่ต้นเหตุแห่งการเกิดทุกข์นั้น เฉกเช่นเดียวกับชีวิตเรา เคยถามตัวเองบางไหมครับว่า ทำไมวันนี้ฉันยังไม่รวย วันนี้ฉันยังไม่มีเงิน ทำไมวันนี้ฉันยังจนอยู่ ถ้าอย่างนั้นเราลองมาสำรวจตรวจสอบดูว่าเรามีพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ในสายเลือดกันหรือเปล่า หากมีหลาย ๆ ข้อดังที่จะกล่าวมานี้ ก็คงจะได้เวลาในการปรับเปลี่ยนอะไรบ้างอย่างกันได้แล้ว เรามาดูกันดีกว่าครับว่า สาเหตุแห่งความยากจนนั้นจะมีอะไรกันบ้าง

อาชีพเสริม รายได้เสริม งานออนไลน์

7 พฤติกรรมสาเหตุสำคัญที่จะทำให้คุณยากจนตลอดชีวิต

      1. เห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง  คือใช้จ่ายอย่างคนรวย ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่มีเงินทองมากมายอย่างเขา ข้อนี้สังเกตได้ง่าย ๆ ใครที่มีหนี้สินจากการผ่อนชำระค่าสินค้าจากบัตรเครดิตต่าง ๆ อยากได้อยากมีแต่ลืมพิจารณารายได้ของตัวเองที่หามาได้ในแต่ละเดือนว่าเพียงพอหรือไม่ เรียกง่าย ๆ ว่า รสนิยมสูงแต่รายได้ต่ำ “ยังไม่รวย อยู่อย่างรวย จะไม่รวย”

      2.ไม่รู้ว่าเงินหายไปไหน ไม่รู้ว่าใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง คงจะจัดการได้ยาก ถ้าหากเรายังไม่รู้ว่าเงินที่หามาได้ ได้ถูกใช้จ่ายไปทางใด ไปกับสิ่งใด หมดไปเพราะสาเหตุใด การจดบันทึกรายรับรายจ่าย คือหนทางสว่างในการแก้ปัญหานี้ได้ดีที่สุด
      
      3.รอมีเงินเหลือแล้วค่อยเก็บ การเก็บเงิน การออมเงินเรารู้กันมาตั้งแต่เด็ก ๆ สมัยที่พ่อแม่ให้เงินเราหยอดกระปุกออมสิน แต่พอโตมาหารายได้เองได้กลับหลงลืมการออมเงิน ซึ่งเป็นเรื่องง่าย ๆ เป็นเรื่องพื้น ๆ ที่ก็เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ทำได้ยาก บางคนหาเงินได้เยอะแต่ไม่เคยมีเหลือเก็บเลย บอกว่ามีเงินเหลือแล้วค่อยเก็บแต่สุดท้ายก็ไม่เคยเหลือ หนทางแก้มีวิธีเดียวและเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลเป็นอย่างมาก คือเก็บก่อนใช้ หมายความว่า เมื่อเรามีรายได้เข้ามาจะมากหรือน้อย ก็ต้องกันเงินส่วนหนึ่งเก็บออมไว้ทันที ส่วนที่เหลือคนนำไปใช้จ่าย

     4.ยอมเป็นหนี้ตามความพอใจ หากคนใดมีความคิดแบบนี้คงจะหายจากโรคทรัพย์จางไปได้ยาก ถ้าไม่มีความพยายามในการต่อสู้กับความอยากของตัวเอง ความอยากมี อยากได้ ยอมตามใจกิเลส ตัณหา เราก็จะไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก หากเรามีความอดทนรอคอยอดเปรี้ยวไว้กินหวาน อดทนรอจนกว่าเราพร้อมที่จะมีก็จะทำให้เราหลุดจากการเป็นหนี้แบบนี้ได้
   
     5.ไม่มีเป้าหมายทางการเงิน  คนที่ไม่มีเป้าหมายเหมือนคนเดินทางที่ไม่มีเข็มทิศ ไม่รู้จะมุ่งเดินไปทางไหน ได้แต่เดินเรื่อยเปื่อยไปตามยถากรรม หากเรามีเป้าหมายทางการเงิน ก็ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้เราหลุดจากความยากจนมุ่งสู่ความเป็นคนร่ำรวยได้ไม่ยาก

     6.ไม่มีวินัยทางการเงิน  สาเหตุข้อนี้สำคัญมาก เพราะการมีวินัยจะช่วยจัดระเบียบชีวิตของเราได้ดีที่สุด วินัยทางการเงินจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินของเรา ให้ถูกใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่และคุ้มค่า ควรจะฝึกการมีวินัยทางการเงินชิน เพราะการมีวินัย ทำอะไรก็สำเร็จ

     7.ไม่รู้จักพอ ที่ยกข้อนี้มาไว้เป็นข้อสุดท้ายก็เพราะ การไม่รู้จักพอ จะทำให้เราไม่รู้คุณค่าของการเสียสละ มุ่งแต่จะกอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างมาเป็นของตัวเอง สุดท้ายแล้วก็ต้องเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปเพราะความโลภ ความไม่รู้จักพอ อยากแก้ไขความไม่รู้จักพอก็ไม่ยาก เพียงแค่ลองสละเวลา บริจาคทรัพย์สิน เงินทอง ข้าวของ  หรือสละแรงกายช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่าเรา แล้วเราจะเห็นว่าสิ่งที่เรามีนั้น มากมายกว่าคนที่ด้อยโอกาสอีกมากมายหลายแสนล้านคน คุณจะรู้ว่าคุณก็มีเหลือเฟือ จะช่วยลดความไม่รู้จักพอลงได้

หากเราสามารถแก้ปัญญาได้ถูกจุดรับรองต้องรวยขึ้นกว่าเดิมแน่ ๆ หากวันนี้ยังไม่รวยแต่ในอีกไม่นานคำว่าเศรษฐีก็ไม่ไกลเกินเอื้อม “ทรัพย์สินพอกพูนได้เหมือนดั่งจอมปลวก” และ “เก็บรวบรวมน้ำผึ้งเหมือนผึ้งเทียวรวมน้ำหวานสร้างรัง”

———————————————————————————————————————————————
และสุดท้ายนี้ ผมมีแนวทางสอนการทำธุรกิจเครือข่ายออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับเพื่อน ๆ ทุกท่านฟรี !! ง่าย ๆ เพียงแค่ลงชื่อและอีเมล์ได้ที่ >> http://bit.ly/VlQp81
หรือติดต่อเข้าร่วมธุรกิจกับผมโดยตรงที่ 084-8105547 (รัชพงศ์)
ติดตามผมได้ที่ https://www.facebook.com/Im.rutchapong / www.online2rich.com

ปล.เมื่อลงชื่อและอีเมล์แล้ว รบกวนกลับไปยืนยันการสมัครในเมล์ของท่านอีกครั้งหนึ่งครับ เพื่อจะได้ไม่พลาดโอกาสดี ๆ ครับ
ไปหน้าแรก  อาชีพเสริมแก้จน



อาชีพเสริมแฟรนไชส์มาแรงลงทุนน้อย ร้านชากาแฟ ป๊อปคอร์น ไทเชฟ

อาชีพเสริม รายได้เสริมกับธุรกิจแฟรนไชส์มาแรงลงทุนน้อย ร้านชากาแฟ และป๊อปคอร์น ไทเชฟ เริ่มต้นธุรกิจเพียง 18,000 บาท

จากประสบการณ์และความสำเร็จด้านธุรกิจอาหารของบริษัท โพร์ฟูดส์ จำกัด ที่ยืนหยัดอยู่คู่ผู้ประกอบการในฐานะผู้ผลิตผงปรุงรสสำเร็จรูปเพื่อป้อนให้กับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มากว่า 10 ปี ทั้งในรูปแบบของอาหารและขนมขบเคี้ยว ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากผลิตภัณฑ์อาหารแบรนด์ดังมากมาย

อาชีพเสริม อาชีพอิสระ รายได้เสริม แฟรนไชส์็ไทเชฟ


จากความสำเร็จนี้ทำให้มองเห็นโอกาสที่จะขยายธุรกิจสู่รูปแบบ SME ภานใต้ชื่อแบรนด์ ThyChef (ไทเชฟ) ผลิตผงปรุงรสและผงชงน้ำรสชาติต่าง ๆ ออกมาเพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้นำไปต่อยอดธุรกิจด้านอาหาร เป็นการเพิ่มทางเลือก สร้างมูลค่าและเปิดโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจ โดยผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้คิดค้นสูตรโดยนักวิจัยและพัฒนามืออาชีพ

“ด้วยเสียงเรียกร้องจากลูกค้าที่มองเห็นศักยภาพในผลิตภัณฑ์ของเราต้องการให้จัดเช็ตแฟรนไชส์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างอาชีพเสริม หรืออาชีพอิสระ หลังจากที่เราได้ศึกษาและทำการสำรวจในด้านต่าง ๆ และสร้างร้านต้นแบบอยู่ที่จตุจักร มีนบุรี เมื่อเล็งเห็นว่าโอกาสเติบโตของธุรกิจนี้มีสูง จึงเป็นจุดเริ่มต้นและที่มาของ แฟรนไชส์ร้านชากาแฟ แม้เปิดตัวได้ไม่นานแต่ได้รับความสนใจและเสียงตอบรับที่ดีเกินคาด”

จุดเด่น ร้านชากาแฟ ตราไทเชฟ อันดับแรกคือโดดเด่นในเรื่องของรสชาติ ทั้งยังบรรจุในแก้วขนาดใหญ่ 32 ออนซ์ ราคาเพียง 20 บาท พร้อมรสชาติที่มีให้เลือกมากกว่า 19 รสชาติ ชงง่าย อร่อย หมดปัญหาเกี่ยวกับการชงที่ไม่สม่ำเสมอ

นอกจากแฟรนไชส์ร้านกาแฟแล้ว ไทยเชฟยังขยายแฟรนไชส์น้องใหม่คือ แฟรนไชส์ป๊อปคอร์น ขนมขบเคี้ยวที่กำลังมาแรงในตอนนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าแฟรนไชส์ได้ทำกำไรควบคู่ไปกับร้านชา กาแฟ โดยมีรูปแบบการลงทุนดังนี้

รูปแบบการลงทุน ร้านชากาแฟ ตราไทเชฟ

แบบที่ 1 แฟรนไชส์ ชุดสุดคุ้ม ราคาเพียง 18,000-20,000 บาท สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มธุรกิจ
สิ่งที่จะได้รับ

     1.ผงสำหรับชงเครื่องดื่ม 11 รสชาติ/รสละ 1 กิโลกรัม (โกโก้ โอเลี้ยง ชาดำเย็น ชามะนาว ชาเย็น นมเย็น ชาเขียว วนิลานมสด กาแฟเย็น สตรอเบอร์รี่ แคนตาลูป)
     2.เคาร์เตอร์คีออสก์
     3.แก้ว ThyChef 300 ใบ
     4.ถังต้มน้ำไฟฟ้า
     5.ถ้วยตวง/แก้วตวง

แบบที่ 2 – เปลี่ยนร้านเก่าให้เป็นร้านใหม่กับไทเชพง่าย ๆ เพียงแค่ซื้อวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ ตราไทเชฟมูลค่า 3,000 บาท คุณก็จะได้รับป้ายตกแต่งร้านไทเชฟ พร้อมอุปกรณ์และวิธีการชงแบบฟรี ๆ

รูปแบบการลงทุน ร้านชากาแฟ+ร้านป๊อปคอร์น ตราไทเชฟ (ขายคู่)


แบบที่ 1 แฟรนไชส์ร้านชากาแฟ+ร้านป๊อปคอร์น (ขายคู่) ราคา 35,000 บาท
แบบที่ 2 แฟรนไชส์ร้านป๊อปคอร์น (ขายเดี่ยว) ราคา 20,000 บาท

สิ่งที่แฟรนไชส์จะได้รับ คือ คีออสก์ ตู้ทำป๊อปคอร์นคุณภาพมาตรฐาน และอุปกรณ์ครบชุด จุดเด่นของป๊อปคอร์นมีรสชาติให้เลือกมากถึง 19 รสชาติ

“แฟรนไชส์ไทเชฟ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สำหรับท่านที่กำลังมองหาอาชีพเสริมหรืออาชีพอิสระที่ให้เงินลงทุนไม่สูง สินค้ามีต้นทุนต่ำ สามารถทำกำไรได้สูงถึง 200% สามารถคืนทุนได้ภายใน 1 เดือน หรืออย่างช้าไม่เกิน 3 เดือน (ขึ้นอยู่กับทำเลเป็นหลัก) และเนื่องจากเราเป็นโรงงานผลิตจึงไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาคิดค้นสูตรใหม่ ๆ ออกมาป้อนสู่แฟรนไชส์ เพื่อกระตุ้นยอดขายให้กับผู้ลงทุน และสร้างสีสันให้กับผู้บริโภคได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำซาก และยังมีการทำโรดโชว์ ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้แบรนด์ของเราติดตลาดและเป็นที่รู้จัก”

สำหรับผู้ที่สนใจกำลังมองหาอาชีพเสริม รายได้เสริม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มได้ได้ที่

บริษัท โฟร์ ฟูดส์ จำกัด เลขที่ 25/6 หมู่ 5 ต.ลำลูกกา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 10150 โทร.081-8228166, 02-9683723-6  www.thychef.com






รายได้เสริม อาชีพอิสระ โมจิลาโต้ โมจิไอศกรีม ธุรกิจทำเงินใส่ไอเดีย ลงทุนน้อย กำไรฟินเว่อร์

รายได้เสริม อาชีพอิสระ โมจิลาโต้ โมจิไอศกรีม ธุรกิจทำเงินใส่ไอเดีย ลงทุนน้อย ไร้คู่แข่ง กำไรฟินเว่อร์

ปิดประตูคู่แข่ง เน้นเจาะกลุ่มตลาดนัด ถนนคนเดิน โมจิลาโต้ โมจิไอศกรีม บริหารโดย คุณฐานพงศ์  จุ้ยประเสริฐ หรือคุณเก่ง ที่เป็นผู้ริเริ่มและบุกตลาดโมจิสอดไส้ไอศกรีมในรูปแบบขายปลีก-ส่ง และพัฒนาสู่รูปแบบแฟรนไชส์ซึ่งยังไม่มีใครทำมาก่อน แถมยังทำออกมารสชาติอร่อย แปลกถูกใจนักชิมอีกด้วย

อาชีพเสริม รายได้เสริม อาชีพอิสระ ธุรกิจแฟรนไชส์ โมจิลาโต้ โมจิไอศกรีม

“จุดเริ่มต้นธุรกิจคือมีเพื่อนซื้อขนมลักษณะเหมือนโมจิสอดไส้ไอศกรีมมาจากต่างประเทศมาฝาก ซึ่งผมทานแล้วก็ชอบและมองว่าตลาดในเมืองไทยยังไม่มีใครทำ เพราะส่วนใหญ่เมนูดับร้อนจะนึกถึงแต่ไอศกรีม เครื่องดื่มหรือน้ำแข็งไสเท่านั้น เมื่อสบโอกาสผมจึงเริ่มศึกษาโนว์ฮาวการทำ โชคดีที่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อที่เป็นเชฟอยู่ต่างประเทศและแฟนที่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีอาหารมาช่วยต่อยอดความคิดของผม

แต่พอเริ่มต้นก็เจออุปสรรคในการกะบวนการทำหลายอย่าง โดยหลักการและหัวใจสำคัญของการทำโมจิโอศกรีม คือการควบคุมการคายความร้อนของแป้งและไอศกรีมที่ต้องสัมพันธ์กัน ผมเคยทดลองนำแป้งมาผสมกับนมและสอดไส้ไอศกรีมช็อกโกแลตผลปรากฎว่า เมื่อนำออกมาไว้อุณหภูมิปกติ ตัวแป้งจะลาลายช้ามากในขณะที่เนื้อไอศกรีมละลายหมดแล้ว ดังนั้นไอศกรีมแต่ละรสชาติจะมีการแข็งตัวและละลายแตกต่างกัน ตัวแปรอยู่ที่แป้งซึ่งต้องคิดสูตรเฉพาะแป้ง 1 สูตรต่อไอศกรีม 1 รสชาติ ใช้เวลาร่วมปี กระทั่งได้สูตรแป้งที่เข้ากับเนื้อไอศกรีมแต่ละรสชาติอย่างลงตัว”

เมื่อมีสินค้าแล้วคุณเก่งจึงเริ่มหาช่องทางจำหน่ายกระทั่งได้ทำเลทองที่ตลาดนัดสวนรถไฟ โดยคุณเก่งหวังเพียงทำขายเป็นรายได้เสริมและอาชีพเสริมเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ ตั้งเป้ากำไรแค่ 2,000 บาท แต่เปิดขายเพียงอาทิตย์แรกมียอดขายทะลุ 10,000 บาท โมจิไอศกรีม 1,000 ชิ้นหมดเกลี้ยงในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และเริ่มได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าที่ได้ชิมโมจิไอศกรีม ที่อยากหารายได้เสริม นำสินค้าไปขาย เมื่อมีออร์เดอร์มากขึ้น คุณเก่งจึงเริ่มศึกษาการสร้างแบรนด์รวมทั้งขยายการผลิตด้วยการซื้อเครื่องจักรผสมแป้ง เครื่องทำไอศกรีมเพื่อรองรับการขยายตัว กระทั่งได้เปิดตัวในรูปแบบแฟรนไชส์ ไอศกรีม โมจิลาโต้ สำหรับผู้สนใจด้วยงบลงทุนเริ่มต้นเพียง 25,000 บาทเท่านั้น

จิ๋วแต่แจ๋ว โมจิไอศกรีม รสชาติอร่อย กำไรฟินเว่อร์

ในส่วนโมจิ ไอศกรีม สั่งต่างหากขึ้นต่ำ 300 ลูก ขายราคาส่ง 15 บาท/ลูก โดยสามารถนำไปขายปลีก 25 บาท/ลูก (ตัดแบ่งได้ 4 ชิ้น) ได้กำไรง่าย ๆ ทันทีลูกละ 10 บาท หากสามารถทำยอดขายได้วันละ 150 ลูก ได้กำไรเนาะ ๆ 2,250 บาท/วัน อะไรจะฟินเว่อร์ปานนั้น

สำหรับผู้ที่สนใจหารายได้เสริมหรืออาชีพเสริมอาชีพอิสระ สามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

โมจิลาโต้ โมจิไอศกรีม  ที่อยู่ 26/501 ม. 10 ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี  โทร. 080-2777701, 085-5635151, อีเมล์ mochilato.iceream@gamil.com





มีเพื่อน ๆ กว่า 2,500 คนที่ได้รับบทเรียนการทำธุรกิจออนไลน์จากผม

ถ้าคุณสนใจ เพียงแค่คุณกรอกข้อมูลด้านล่างนี้ ผมจะส่งบทเรียนการทำธุรกิจออนไลน์ให้คุณได้เรียนรู้ฟรี ๆ แบบไม่ต้องเสียเงินถึงบ้าน

(เมื่อเพื่อน ๆ ลงทะเบียนแล้ว รบกวนไปยืนยันการลงทะเบียนในเมล์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้ไม่พลาดโอกาสดี ๆ ครับ)

ติดต่อผม

 
Design by Wordpress Theme | Bloggerized by Free Blogger Templates | coupon codes